กุมภาพันธ์ 2018
บ้านหนังตะลุง ลุงสุชาติ 


ประวัติ  บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน อยู่ที่บ้านเลขที่ 10/18 ถนนศรีธรรมโศก 3 โดย ลุงสุชาติ ทรัพย์สิน เป็นศิลปินหนังตะลุงและช่างทำ รูปหนังตะลุงฝีมือดีเยี่ยมของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ริเริ่มและสืบทอดวัฒนธรรมการทำตัวหนังตะลุง รวมไปถึงการเชิดหนังตะลุงจน ที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ทั้งยังทำนุบำรุงความเป็น ไทยคงใช้เครื่องดนตรีไทยที่เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมของ ชาติไทย โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินท้องถิ่นผู้ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (ไทยแลนด์ทัวริสซึ่มอวอร์ด) ประจำปี 2539 รางวัลดีเด่นประเภท วัฒนธรรมและโบราณสถาน



 พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง จะเป็นบ้านไม้สองชั้น ด้านบนจัดแสดงตัวหนังตะลุงแบบต่างๆมากมาย มีตัวหนังตะลุงจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย อินโดจีน ตุรกี มีตัวหนังในยุคต่างๆ เช่น ตัวหนังตะลุงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2





บ้านหนังตะลุงสุชาติเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายตัวหนังตะลุงและ หนังใหญ่ อีกทั้งยัง มีการแสดงในลักษณะสาธิตในบริเวณบ้านหนังตะลุง นอกจากนี้ยังได้แบ่งพื้นที่เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดง เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน และพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงนานาชาติ


สำหรับ การทำต้องอาศัยความชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นการทำลาย การลงสี การตอกหนังต่างๆ ดังนั้นกว่าจะได้หนังตะลุงที่สวย แต่ละชิ้นนั้นเลยต้องใช้เวลาขั้นตอนมากมาย เลยทีเดียว


การมาที่บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทำให้ผมได้ ความรู้ เกี่ยวกับหนังตะลุงมากมาย รวมทั้งประวัติศาสตร์ในสมัยก่อนที่ บอกเล่าเรื่องราว ผ่านหนังตะลุง

การลงสีที่ต้องใช้ ความชำนาญ เพื่อให้ออกมา ได้สีที่ตรงมากที่สุด 



สุดท้าย การมานครศรีธรรมราช ของผมได้ ทั้งความรู้และได้พบที่เที่ยวใหม่ๆมากมาย รวมทั้งอาหารที่มาพร้อมความอร่อยเลยจริงๆ แม้เวลาที่ผมจะอยู่ที่นี่จะไม่ได้นานมาก แต่ก็คุ้มค่า สำหรับการเดินทางมาเที่ยวที่ นครศรีธรรมราชแห่งนี้ 


น้อยนักที่ เราจะได้กลับมาเที่ยวต่างประเทศในที่ เก่าๆ ที่ครั้งนึงเคยมาเที่ยว 
เสียมเรียบ เป็นประเทศ แรกๆ ที่ผมได้มีโอกาสกลับมาเที่ยวอีกครั้ง

ก่อนอื่นต้องขอบคุณโอกาส สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ได้มีโอกาส จากทาง แบงค์ CIMB 
ที่ได้เชิญมาเปิดประสบการณ์ในต่างประเทศ ฐานะสื่อ ทำให้ได้กลับมายังเสียมเรียบอีกครั้ง 




 องค์เจ๊กองค์จอม

สถานที่แรก ที่ผมได้มายังเสียมเรียบ คือที่ องค์เจ๊กองค์จอม ที่นี่เปรียบเหมือน ศาลหลักเมือง ของที่เมืองเสียมเรียบ ผู้คนต่างนิยมมากราบไหว้ขอพรที่นี่กันมากมาย


ประวัติเล่าว่า องค์เจ๊กกับองค์จอม เป็นพี่น้องกัน และมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมาก วันหนึ่งหลังจากไปทำบุญกลับไปก็นอนหลับไม่ตื่นขึ้นมาอีก บิดามารดามีความเสียใจ และอาลัยกับลูกสาวทั้งสองคนอย่างมาก จึงได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาสององค์ องค์ใหญ่นามว่าองค์เจ๊ก องค์เล็กเป็นน้องนามว่าองค์จอม


สำหรับ ใครมาที่นี่ อย่าลืม เดินไปตักน้ำมนต์ ด้านนอก แล้วนำเข้ามารูป ที่ พระพุทธรูป ด้วยนะครับ จะสามารถขอพรตามที่อยากได้


พระโค

สำหรับผม พระโค เป็น จุดที่น่าเที่ยวอีกจุดนึงของ เสียมเรียบเลย ก็ว่าได้


ปราสาท พระโคสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ 879 ศตวรรษที่ 9 เพื่อเป็นเกียรติแก่บรรพบุรุษของมารดาของพระมหากษัตริย์และเพื่ออุทิศให้พระ ศิวะ พระเจ้าอินทรวรมันที่ ๑ ซึ่งครองราชย์ในอาณาจักรเขมรในปี ค.ศ 877-889 ได้สร้างปราสาทแห่งนี้เพื่อเคารพดวงวิญญาณของพ่อแม่และลุงกับป้าของพระองค์ ชื่อปราสาทพระโคความหมายในภาษาเขมรคือ “วัวศักดิ์สิทธิ์”



ตาม ศิลาจารึกของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 บันทึกไว้ว่า ปราสาทกลุ่มนี้มี 6 กลังก่อด้วยอิฐบนฐานเดียวกันเป็นสามแถว สามองค์แถวหน้าอุทิศให้กับบรรพชนทางบิดาของพระองค์ และ สามองค์แถวหลังอุทิศให้กับบรรพชนทางมารดาของพระองค์ องค์ เหนือ (ด้านหน้า) สร้างถวายแด่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ผู้เป็นอัยยิกา (ปู่)

ปราสาทองค์เหนือ (ด้านหลัง) สร้างถวายแด่พระมเหสีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีพระนามว่า ธรนินทรเทวี ปราสาทองค์กลาง (ด้านหน้า) สร้างถวายพระราชบิดาของพระองค์คือปิทวีณทรวรมัน ปราสาทองค์กลาง (ด้านหลัง) สร้างถวายพระราชมารดา ส่วนปราสาททางขวามืออีก 2 หลังสันนิฐานว่าคงจะสร้างให้ญาติเช่นกั น

เมื่อสร้างปราสาทนี้เสร็จแล้ว ได้กล่าวถึงปราสาทนี้ว่า สร้างอุทิศถวายแด่พระปรเมธวระ หรือพระเจ้าสูงสุดอีกพระนามของพระศิวะ

บากอง (Bakong)

สำหรับ ปราสาท สุดท้ายก่อน แสงจะหมดไป ผมได้มีโอกาสมาที่ปราสาทแห่งนี้เป็นครั้งแรก ก้าวแรกที่ได้เห็น ต้องบอกเลยว่าสวยงาม เหลือเกิน กับปราสาทแห่งนี้



ด้วยความยิ่งใหญ่ และ ยิ่งมาช่วงยามเย็นแล้ว ทำให้ ความงามของแสงบนท้องฟ้า ยามเย็นที่สาดส่องลงมา ทำให้ ปราสาทบากองแห่งนี้สวยงามยิ่งนัก


ผมเดินขึ้นไปด้านบน จังหวะบอลลูนที่ลอยผ่านไปอย่างช้าๆ พอดี ทำให้ มุมบนยอดของปราสาทบากอง สวยงาม กว่าเดิมขึ้นไปอีก


ผมขอย้อนกลับไปเล่า เกี่ยวกับ ปราสาทบากอง สร้างขึ้นเมื่อต้นปีพุทธศตวรรษที่ ๑๕ (พ.ศ.๑๔๒๔) รัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ ๑ (สมัยเดียวกับที่สร้างปราสาทพระโค) ที่นี่เป็นศูนย์กลางของเมืองหลวง “หริหราลัย” นับเป็นปราสาทในยุคแรกๆ ของอาณาจักรขอม และถือเป็นวัดประจำรัชกาลของพระเจ้าอินทรวรมันที่ ๑ อีกด้วย ลักษณะทางสถาปัตยกรรม มีโครงสร้างหลักเป็นศิลาแลง ตกแต่งด้วยหินทราย ยอดทรงปิรามิด ๕ ชั้น จำลองเป็นเขาพระสุเมรุ เพื่อเป็นศาสนสถานสำหรับการสักการะ “พระศิวะ” ตามหลักศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู)


สำหรับผม การขึ้นมาชมตะวันที่บนปราสาท บากอง เป็นอีก จุดนึงที่สวยเลยทีเดียวของเมืองเสียมเรียบ


เช้าวันที่สอง  ผม ออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพื่อจะได้ไม่ร้อนมาก การเดินทางผมเดินทางด้วยรถสามล้อของที่นี่ สำหรับการเดินทางวันนี้โปรแกรมค่อนข้างเยอะมาก เพราะเราต้องไปหลายที่ แต่ละที่ก็น่าสนใจมาก 


นครธม 

         เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ สถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 9 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของ นครวัด ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างมากมายนับแต่สมัยแรกๆ และที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และรัชทายาท ใจกลางพระนครเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่า ปราสาทบายน และมีพื้นที่สำคัญอื่นๆ รายล้อมพื้นที่ชัยภูมิถัดไปทางเหนือ


    จุดเด่นที่สุดคือทางเข้าด้านใต้ ที่มีลักษณะเป็นหน้า 4 หน้า ก่อนจะเข้าสู่บริเวณนี้ จะเป็นแถวของยักษ์ (อสูร) ทางด้านขวา และเทวดาทางด้านซ้าย เรียงรายแบกพญานาคอยู่สองข้างสะพาน เมื่อเข้าสู่ใจกลางนครธมจะพบสิ่งก่อสร้างต่างๆ บริเวณประตูด้านใต้นี้ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูไว้ได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ อีก 3 ด้าน



สำหรับ นครธม มีจุดน่าสนใจ ให้เดินชมมากมายทั่วปราสาท 



ยิ่งเดินรอบๆ ผมกลับรู้สึก ทึ่งกับความสามารถของคนสมัยก่อน ที่ ก่อสร้าง สิ่งเหล่านี้ได้ น่าอัศจรรย์ ยิ่ง


แม้อากาศจะร้อน ขึ้น แต่การเดินเล่นรอบๆนครธม ก็ ไม่ได้ทำให้ เหงื่อตกเลย


หากถ้า มีคู่มือ หรือ หนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สักหน่อย ผมเชื่อว่า จะทำให้ ได้ความรู้ดีดีกลับไปไม่น้อย


ปราสาทตาพรหม 

อีกจุดหมายนึงที่น่าสนใจของทริปนี้คือ การเดินทางมาเที่ยวที่ปราสาทตาพรหม


เมื่อมาถึงจุดหมาย เราจะเห็น ต้นไม้ใหญ่ ล้อมรอบ ตัวปราสาท ยิ่งเดินไปใกล้ๆ จะเห็นว่า ต้นไม้แทบจะปกคลุมปราสาทเลย

สำหรับประวัติ ของปราสาทตาพรหม 

   ปราสาทตาพรหม (เขมร: ប្រាសាទតាព្រហ្ម) 
     สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เป็นปราสาทหินในยุคท้ายๆ ของอาณาจักรเขมร ปราสาทเหล่านี้ถือว่าเป็นสถานที่ของพระพุทธศาสนาที่สมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เพราะสมัยนั้นกษัตริย์ที่สนับสนุนให้มีการสร้างปราสาทนี้เป็นวัดในศาสนาพุทธ การดูแลปราสาทต่างๆนั้นรัฐบาลได้ทำการตัดต้นไม้ออกจากปราสาทอื่นๆ เพราะกลัวว่าประสาทจะล้มลงหากต้นไม้ใหญ่โตมากๆ แต่สำหรับปราสาทตาพรมนั้น รัฐบาลมีแนวคิดที่จะคงต้นไม้ไว้เหมือนโบราณที่มีต้นไม้ขึ้นบนปราสาทแทบทุกปราสาทจึงกลายเป็น ลักษณะเด่นของปราสาทตาพรหมคือมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นคลุมตัวปราสาทเป็นจำนวนมาก

    ในตอนหลัง ปราสาทตาพรมนั้น ในรัชกาลที่กษัตย์นิยมฮินดูได้อำนาจคือจากกษัตริย์นับถือพุทธ จึงให้มีการทำลาย และมีร่องรอยการทำลายมากที่สุด เพราะความต่างของการนับถือศาสนา ปราสาทตาพรมจึงไม่หลงเหลือศิลปะให้พวกเราได้เห็นมากนัก



แม้วันนี้ ปราสาทจะทรุดโทรมไปมากแล้ว แต่ ความสวยงามก็ยังไม่คงเปลี่ยนไป ถ้าหากเพื่อนๆมีโอกาสมาเที่ยว ที่แห่งนี้ ไม่ควรพลาด แวะมา ชมความสวยงามของที่ปราสาทแห่งนี้

นครวัด

สำหรับ ใครที่มีโอกาสได้มาเที่ยวเสียมเรียบ  จุดไฮไลท์สำคัญก็คือการมาเที่ยว ที่ นครวัดแห่งนี้แน่นอน

สำหรับผม การมาเที่ยวที่นครวัด แนะนำ ถ้าหากชอบ ถ่ายรูปและต้องการภาพสวยๆแนะนำให้ออกจากโรงแรมตั้งแต่ตอนตี5 เพื่อมา รอแสงยามเช้า จะได้ภาพที่สวยมาก

ตามประวัติ นครวัด  เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เริ่มสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดูซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ
              

       นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติกัมพูชาและเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในช่วงยุครุ่งเรืองของอาณาจักรขะแมร์โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก  

นครวัดได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2535

เมื่อเข้ามา อยากให้เตรียม ตัวกันให้ดีซักนิด อย่างน้อยๆ การมาเที่ยวนครวัดต้องใช้การเดินค่อนข้างมาก ดังนั้นควรจะสวมรองเท้าผ้าใบจะดีมากครับ และถ้าได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของนครวัดมา จะช่วยให้ เราได้ความรู้ใหม่ๆมากมายเลยทีเดียว 


ยิ่งหากมาดู ภาพแกะสลักตรงผนัง จะมีเรื่องราวที่ พูดถึงสยามประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัยน) ของเราด้วยนะครับ และยังมีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจ ของนครวัด 


ถ้าเดินเข้ามาด้านใน จะเห็นความงดงาม ที่บอกได้เลยว่า ไม่แปลกใจว่าทำไมนครวัดแห่งนี้ ถึงได้ขึ้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

แม้จะเริ่มเย็น ขนาดไหน ผู้คนก็ต่างเข้ามาชมความงามของนครวัดแห่งนี้ 


ก่อนเดินทางออกจากนครวัด ผม แวะมาไหว้พระขอพร  ก่อนเพื่อเป็นศิริมงคล 


ปิดท้ายทริป

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ CIMB ที่พา เรามาเปิดโลกใหม่ ที่เสียมเรียบ บอกเลยว่าการเดินทางมาคราวนี้ คุ้มค่าจริงๆ ทำให้ได้เห็น เมืองเสียมเรียม ในวันนี้ เจริญขึ้นมาก และการจัดการ ของปราสาทแต่ละที่ของที่นี่ดีจริงๆ หากมีโอกาส ผมอยากจะให้เพื่อนๆลองเดินทางมาเที่ยวดูนะครับ เพราะที่นครวัดแห่งนี้ ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่เราสามารถเดินทางมาชมได้ใกล้ๆ ไม่ไกลมาก และค่าใช้จ่ายยังถูกมาก หากเทียบกะการเดินทางไปชม สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่อื่นๆ
หากใครอยากสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่เพจ www.facebook.com/yhibklong