เมษายน 2016

  ถ้าเราเดินทางจาก bern ไปยัง interlaken ระหว่างทางที่ไป จะผ่านเมือง สเปียซ (SPIEZ)  แห่งนี้ และ ผมเชื่อว่ายังมีน้อยคนนักที่ ยังไม่รู้จักเมือง สเปียซ (SPIEZ) เมืองเล็กๆ ที่โรแมนติกอีกเมืองนึง ในสวิตเซอร์แลนด์

ติดตามเพจ ได้ที่ www.facebook.com/yhibklong
ติดตามรีวิวอื่นได้ที่ www.yhibklong.com

รีวิวสวิตเซอร์แลนด์ ตอนแรก  BERN http://www.yhibklong.com/2016/02/bern.html


ผมนั่งรถไฟจาก เมือง Bern มายัง เมือง สเปียซ (SPIEZ) ไม่นานนัก จุดหมายของผม เพียงแค่อยากชมเมืองนี้ได้เคยได้อ่านได้ยินมาว่า เมืองนี้ โรแมนติกและสวยเหลือเกิน
เพียงแค่ ผมเดินลงมาจากรถไฟ ภาพ เมือง ริมน้ำที่ผมได้เห็น มันช่างสวยเหลือเกิน สันเขาที่ปกคลุมหิมะ ด้านหลัง เมือง และทะเลสาปขนาดใหญ่ ทำ เห็นธรรมชาติที่ลงตัวของเมือง สเปียซ (SPIEZ) แห่งนี้


  ในตอนแรกเมืองสเปียซ (Spiez)ราวปี 761-62 ถูกเรียกว่า Spiets ในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำแคนเดอร์ (Kander)และทะเลสาบทูน (Thun) และเมืองสเปียซ (Spiez) ยังมีชื่อเสียงด้านสปา อีกด้วย




       สเปียซ (Spiez) ยังเป็นเมืองที่ เงียบไม่วุ่นวาย เหมาะกับคู่รัก ที่แวะมา ตามหาความโรแมนติก หากผมได้ มือ ใครซักคนที่ร่วมทางมาด้วยก็คงดีไม่น้อย เดินกุมมือกันท่ามกลางอากาศที่หนาวสั่น มือน้อยๆ ที่กุมมือกัน เดินผ่านเมือง สเปียซ (Spiez)  ที่แสนโรแมนติก หยิบเอากล้องมาถ่ายรูปเล่นกันตลอดเส้นทาง ผมคงจะมีความสุขไม่น้อย



ถ้ามีเวลา มากพอก็สามารถ สามารถลงมาเดินเล่นรอบๆริมทะเลสาป  เดินหามุมสวยดีดี หยิบเอากาแฟ อุ่นๆนั่งชมก้อนเมฆ และสายน้ำ ก็คงจะดีไม่น้อย


สเปียซ (Spiez) สำหรับผมแล้ว เมืองนี้ไม่ใช่เพียงแค่เมืองทางผ่าน แต่ สำหรับผมแล้ว  สเปียซ (Spiez) เป็นหนึ่ง ในเมืองที่ผมประทับใจ ในความงามและโรแมนติก เสมอ  

หากผมมีวันเวลา ซัก 1 คืน กับเมืองนี้คงจะดีไม่น้อย เสียดายเวลาที่มีอันจำกัด ผมได้แต่ เพียงหวังว่าสักวันหนึ่ง จะได้กลับมายังที่แห่งนี้ อีกครั้ง นาทีนี้ หัวใจของผมได้แต่เก็บ ความงามนี้ไว้ให้นานเท่านาน...ผมไม่อายเลย ที่จะบอกว่า รักเมืองนี้ มากมายเพียงใด




สำหรับการเดินทาง การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณสายการบิน Air France มากๆครับ ที่สนับสนุนเรื่องตั๋วการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นสายการบินไม่กี่สายที่บินตรงจากกรุงเทพ ถึง ปารีส โดยใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมงเท่านั้น และ ยังมีช่วงโปรในราคาพิเศษอีก ทยอยปล่อยออกมาเรื่อยๆ ที่ผ่านมาออกราคา เริ่มต้นเพียงแค่ 25,XXX บาท เพื่อนๆสามารถติดตาม ข้อมูลโปรโมชั่นต่างๆได้ที่ หน้าเวป Air France ได้เลยครับ หรือที่เฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/Airfrance

แล้วที่พิเศษกว่านั้น หากเราจอง ผ่านเว็บ http://euro-package.com/ ยังสามารถ จองตั๋วเครื่องบิน หรือตั๋วรถไฟ ในราคา ที่ถูก อีกด้วย เรียกว่า จะจองเมื่อไหร่ ก็ตาม ยังลดอีก สูงสุด 20% เรียกว่าช้าไม่ได้แล้วนะครับ สำหรับโปร คุ้มๆแบบนี้ 






วันนี้เป็นวันที่ผมตื่นมา เช้าเหลือเกิน เช้าที่ผมเดินออกมาท่ามกลางอากาศหนาวเย็นตลอดเส้นทาง
ฟูกุโอกะช่วงต้นเดือน มค ยังคงเป็นเดือนที่หนาวเย็น เช่นเคย ความหนาวที่พัดผ่านตอนการเดินทาง ไปยังสถานีรถไฟ ทำเอาผมต้องหยิบเสื้อหนาวตัวใหญ่ มาห่อหุ้มร่างกาย เพื่อกันลมหนาว

แต่เช้าวันนี้ เป็นเช้าที่ ผม ตื่นมาพร้อมกับความไม่อยากรับรู้ว่า วันนี้เป็นวันก่อนวันสุดท้ายที่ผม จะเหลืออยู่ ที่ ญี่ปุ่น ก่อนจะบินกลับเมืองไทยในวันพรุ่งนี้

ติดตามเพจ ได้ที่ www.facebook.com/yhibklong
ติดตามเว็บได้ที่ www.yhibklong.com

ตารางวันนี้ ผม จะไปเที่ยวที่เมือง HIZEN - KASHIMA เพื่อชมศาลเจ้า ยูโทคุอินาริ และไปต่อที่ไร่
สตอเบอรี่ สุดท้ายไปปิดท้ายที่แหล่งช็อปปิ้ง TOSU PREMIUM OUTLETS ที่รวมเอาสิ้นค้าชั้นนำ มาลดราคากันเต็มที่

ด้วยตารางที่มากมาย เช้านี้ ผมจึงเดินฝ่าความหนาว มายืนรอรถไฟ ที่สถานี HAKATA เพื่อจะไปยังเมือง HIZEN - KASHIMA การรอรถไฟครั้งนี้ไม่นานนัก รถไฟที่ผมรอก็มาเทียบยังชานชาลา
การเดินทาง ราวๆ 1ชั่วโมงครึ่ง รถไฟก็จอดเข้าเทียบยังจุดหมายของผม
ผมเห็นป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ ( Yutoku Inari ) ทำให้มั่นใจว่าลงถูกสถานีแน่นอน
การเดินทางมายัง ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ ( Yutoku Inari ) ผมแนะนำให้ นั่งรถ TAXI มาเลยดีกว่าครับ เพราะจะสะดวกกว่า รอรถเมล์ ที่สำคัญระยะทางไม่ไกลมาก แต่หากใครจะรอรถก็ได้ครับ แต่อาจจะช้านิดหน่อย ที่ ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ ( Yutoku Inari ) เปิดให้เข้าชมฟรี นะครับ
ด้วยความที่ ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ ( Yutoku Inari )   เป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในญี่ปุ่นรองจากศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ (Fushimi Inari) จังหวัดเกียวโต, ศาลเจ้าคะซะมิ (Kasama Inari) ใน
จังหวัดอิบาระกิ ทำให้มีผู้คนมากมาย ต่างพากันมาที่ศาลเจ้าแห่งนี้

ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ ( Yutoku Inari ) แห่งนี้เป็นศาลเจ้าชินโตที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพอินาริ เพื่อเป็นที่ประทับแห่งเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ผู้ประทานผลเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันมีผู้ศรัทธาไปสักการะขอความสำเร็จด้านธุรกิจการค้า และความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งปวง

เมื่อผมเดินเข้ามาด้านใน ได้เห็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ และสวยงดงาม ผมได้แต่ ชื่นชมในความงดงามของศาลเจ้าแห่งนี้ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ผู้คนต่างได้ เข้ามายังศาลเจ้าแห่งนี้มากมาย
ด้านล่างยังมีของ ที่ระลึก และของนำโชคให้ เราเลือกซื้อกลับไป มากมาย 
หรือใครต้องการ มาเขียนคำขอพร แล้วยังเอามาแขวนไปที่ด้านบนของวัดได้อีกด้วย 

ถ้าเราเดินขึ้นมาด้านบน ยังมีจุด ไหว้พระขอพรได้อีกหลายจุด  

และยังมี ยังมีอุโมงค์โทริอิสีแดงสด ให้เราเดินลอดด้วย ด้านบนเรายังสามารถมองวิวสวยๆ ของเมืองนี้ได้อีก 
พอลงมาจากศาลเจ้าแล้ว มาเลือกซื้อของฝาก หรือขนมอร่อยได้ ที่ Yutoku Monzen เป็นถนนช็อปปิ้ง ใกล้ๆ ศาลเจ้า 
ร้านค้าต่างๆจะมีของฝากประจำเมืองให้เลือกซื้อมากมาย ที่สำคัญแม่ค้าพ่อค้า ที่เมืองนี้ใจดีทุกคน ทุกๆคนมักจะมีรอยยิ้มให้ตลอดไม่ว่า ผมจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตาม

สิ่งที่ผมชอบ ของเมืองนี้ก็คือเจ้าลูกปลาย่าง หรือ ชิกุวะ นั้นเอง สำหรับถ้าใครตอนเด็กๆได้ดู การ์ตูน 
ฮาโตริ คงจะคุ้นชื่อของเจ้าชิกุวะอย่างแน่นอน และพอได้เจอ ผมก็อดที่จะซื้อชิ้มไม่ได้ สำหรับรสชาติก็บอกตรงๆว่าอร่อยใช้ได้ครับ ยิ่งได้ทานร้อนๆแล้วละก็ เรียกว่าฟินเลยทีเดียว 
ที่เมือง HIZEN - KASHIMA  ยังมีจุดทีน่าสนใจอีก ก็คือจุดย่านเมืองเก่านั้นเอง การเดินทางไม่ยากครับ เรียก taxi ด้านหน้าศาลเจ้า เลยครับ การบอกทางไม่ยากครับ ตอนที่เราลงสถานี HIZEN - KASHIMA  ด้านในสถานีจะมีแผนที่ แนะนำที่เที่ยวแจกฟรีครับ ให้เราติด มาด้วย ในแผนที่ จะมีบอก จุดเมืองเก่าแห่งนี้อยู่ครับ แล้วพอเราเรียก TAXI ก็ให้เค้าดู ได้เลย ไม่ยากครับ
ที่ ย่านเมืองเก่านี้ ตรงท่อน้ำ ชาวบ้านจะนำปลามาเลี้ยงกันครับ แล้วก็หาตาข่ายมากั้นไว้ ให้ว่ายเฉพาะหน้าบ้านตัวเอง ที่ผมชอบคือน้ำหน้าบ้านเค้าจะใสมากๆ เรียกว่าแทบมองลงไม่เห็นขยะเลย

ผมใช้เวลา ราวๆ 1 ชั่วโมงกับการเดินเล่นรอบๆ ที่นี่

แม้ที่นี่จะไม่เจริญเหมือนเมืองใหญ่ๆที่อื่นๆ บ้านจะไม่หรูหราเป็นตึกแถว แต่การที่ผมได้มาพบมาเจอ 
บ้านไม้เก่าๆ ย้อนยุค มันก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน

บรรยากาศที่เงียบสงบ ที่สบายๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นของวันนี้


เมือง HIZEN - KASHIMA ทำให้ ได้รับ ได้รู้ว่า วิถีชีวิตคนต่างจังหวัดของ ญี่ปุ่น มันช่างสวยงาม สงบ และเป็นกันเองอย่างไร  มันก็แปลกเช่นกันที่ ผมมาเดินเล่นกับหมู่บ้านที่เงียบๆ แห่งนี้ได้อย่างสบายใจ ที่ทำให้ผมไม่ต้องเจออะไรวุ่นวาย ทำให้ผมได้พบกับความสงบตลอดทาง ระหว่างเดินๆไปนิดนึงได้เห็นปลาน้อยใหญ่ว่ายอยู่ที่คูน้ำหน้าบ้าน ได้เจอ คนขายของใจดี ที่หยิบยื่นขนมมาให้ลองชิ้ม สิ่งเหล่านี้ที่ได้พบได้เจอ กับทำให้วันนั้นของผมมีแต่รอยยิ้ม ..^________^

ผมออกจากเมือง  HIZEN - KASHIMA ด้วยหัวใจที่พร้อมรอยยิ้ม มาที่เมือง TOSU เพื่อมาชิมสตอเบอรี่ กับมาช็อปปิ้ง ที่ TOSO PREMIUM OUTLETS จาก HIZEN - KASHIMA มายัง TOSU ด้วยรถไฟ ผมใช้เวลาราวๆ 36 นาที ก็ มาถึงยังที่หมาย จากสถานี้ ผม เลือกที่จะนั่ง TAXI มายังไร่สตอเบอรี่ ครับ เพราะ ประหยัดเวลาแล้ว ด้วยการที่ผมมากับครอบครัว หารกันแล้ว ราคาต่อคนไม่แพงเท่าไหร่ จากสถานี TOSU มายังไร่ TOSU BERRY FOREST ผมใช้เวลาราวๆ ไม่เกิน10 นาทีได้ 
สำหรับค่าบริการ มี 2 แบบ
1 เลือกเข้าไปทานไม่อั้น โดยจำกัดเวลา40 นาที
จะตกที่ 1700 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เด็กจะ 1300 เยน (ผู้ชาย)
จะตกที่ 1600 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เด็กจะ 1200 เยน (ผู้หญิง) ผู้หญิงจะถูกกว่า

2 จะซื้อกลับบ้าน คิด 100กรัม กรัมละ220 เยน


สำหรับผม ผมเลือก 2 แบบครับ เข้าไปทานเต็มๆด้วย และซื้อกลับบ้าน ถ้าเราบอกเค้าว่าซื้อกลับบ้านจะมีกล่องมาให้ด้วยนะครับ เอาไว้ให้เราเลือก ซื้อ แล้ว เอามาชั่งด้านนอก จะคิดเงินกันตรงนั้นเลย

เมื่อเข้ามาภายในไร่ ผมได้แต่เห็นสตอเบอรี่ เต็มไปหมด แต่น่าเสียดาย ที่ มีบางส่วนยังไม่สีแดงเต็มที่ ยังเขียวๆอยู่ แต่นั้นก็ไม่ทำให้ ผมช้า กับการมาทานสอตเบอรี่ได้ สตอเบอรี่ชิ้นแรก ถูกหยิบเข้าที่ปาก รสชาติหอมหวาน ที่มาเติมเต็มทันที่เมื่อกัดลงไป

ความสดอร่อย ของสตอเบอรี่ที่ ญี่ปุ่น มันช่างอร่อยเสียจริงๆ 

ระหว่างทานไปเรือยๆ ผมเห็นคน ญี่ปุ่น หยิบนมข้นหวานมาทานด้วย ผมจึงลองเดินเข้าไป ลองขอมา
ชิ้มบ้าง คนญี่ปุ่นยิ้มให้พร้อมนำนมข้นหวานบีบลงสตอเบอรี่ ชิ้นใหญ่ของผม  ผมค่อยๆหยิบสตอเบอรี่มาทาน พร้อมนมข้นหวานที่ถูกทา ลงไป รสชาติ อร่อย เข้ากันได้อย่างดี เยี่ยม ณ นาทีนั้นผมเข้าใจเสียแล้วว่า นมข้นหวานนี่เหมาะกับ สตอเบอรี่จริงๆ

การมาทาน สตอเบอรี่สดๆ ผมเรียกว่าคุ้มมากๆ เพราะถ้ากลับไปทานที่ประเทศไทย ราคาคงไม่ได้เท่านี้แน่ๆ 

ก่อนกลับ ผม นำสตอเบอรี่ ที่ เก็บมานำไปชั่งกิโล พร้อมชำระเงิน ของฝาก ที่ TOSU คงเป็นของฝากที่ผมชอบมากๆ ในชีวิตอีกอย่างนึงเลย

ผมย้อนกลับมาจากไร่สตอเบอรี่ กลับมายังสถานี TOSU คราวนี้ผมมายืนรอรถบัส เพื่อไปยัง TOSU PREMIUM OUTLETS  รถจะวนมาเรื่อยๆครับ สามารถเช็คตารางได้ ที่สถานีเลย ราคาค่ารถจะอยู่ที่ 210 เยน ใช้เวลาราวๆ15 นาทีก็ถึงที่หมายครับ

เมื่อเข้ามาที่ TOSU PREMIUM OUTLETS  นอกจากแหล่งช็อปปิ้งแบรนด์ดังแล้ว ยังเป็นที่ๆ รวบรวมร้านอาหารอร่อยๆ มาไว้ให้ ลิ้มลองด้วย
สำหรับสิ้นค้า ใน TOSU PREMIUM OUTLETS  ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าลดราคา มากมาย ถ้าเราไปบางช่วง จะเจอสินค้าที่ค้าถูกมากๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อหนาวราคาไม่แพง รองเท้าคู่ละไม่กี่บาท เรียกว่า สำหรับนักช็อป ต้องไม่พลาดเลยจริงๆครับ
รองเท้าที่ลดกันตลอด ตอนที่ผมไปเจอโอนิซิกะ ลดราคาคู่นึงพันกว่าบาท บางคู่สองพันนิดๆก็มี

หรือถ้าใครชอบ nike ก็มีให้เลือกมากมายหลายคู่เลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมี Coach, Armani, Timberland, Burbery, Gap, Puma, Levi’s, Nike, New Balance, Samsonite มาให้เลือกซื้อกันอีก
 ผมรู้สึกตัวอีกที ข้าวของผมก็เต็มมือเสียแล้ว รองเท้าที่ได้มาราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ เสื้อสวยๆที่ราคาไม่แพง กางเกงยีนส์ ที่มาพร้อมราคาสุดคุ้ม มันทำให้ผมอดใจไม่ซื้อไม่ได้เสีย
ผมหอบของมาเต็มมือ กลับมายังสถานี HAKATA เดินทะลุด้านหลังออกไป พอทะลุแล้ว ให้ออกทางออก East 4 หาโรงแรม Hotel Centraza ร้านนี้จะอยู่ชั้น B1 ของโรงแรม เวลา : จันทร์-ศุกร์ มื้อกลางวัน 11.30-15.00 น. มื้อเย็น 17.00-23.00 น. เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุด 11.30-23.00 น. ราคา : 3,500 เยน

เป็นบุเฟ่ต์ ร้านชื่อว่า Narubon Garden (ได้ข่าวอัพเดทมาว่าร้านได้ย้ายไปทีอื่นครับ)

เว็บร้าน http://www.tsunaya.co.jp/nurubon_kitchen/daimyou/index.html
สำหรับ เนื้อบุเฟต์ของผมที่มาทานผมเลือกราคา ที่ 3500 เยน เนื้อที่ได้เนื้อลายสวยเลยทีเดียว ที่สำคัญนุ่มมากกก

เมื่อเอามา ย่างกลิ่นหอมขอมันเนื้อลอยออกมาเลย เนื้อแทบละลายในปากเลยครับ เรียกว่ามื้อนี้ทานได้ไม่อั้นเลยทีเดียว จากชิ้นที่1 ชิ้นที่2 3 และ4 ผมไม่รู้ว่า ค่ำคืนนั้นผมทานไปกี่ชิ้นต่อกี่ชิ้น เพราะความอร่อย ความหอม ของเนื้อทำเอาผมทานได้มากมาย

นอกจากเนื้อย่างสุดอร่อยแล้ว ยังมีข้าวยำให้เราสั่งมาทานได้อีก ข้าวยำก็อร่อยมาเช่นกันครับ เรียกว่า คุ้มค่ามากๆ กับร้านนี้ ซึ่งน่าเสียดาย ตอนทำรีวิวนี้ ผมเพิ่งทราบว่าร้านน่าจะมีการย้ายแล้ว เลยไม่ทราบพิกัดแน่ๆว่า อยู่ตรงไหน รู้แต่มีแผนที่ในเว็บไว้นะครับ ราคาก็ประมาณนี้อยู่ http://www.tsunaya.co.jp/nurubon_kitchen/daimyou/index.html

สุดท้ายขอบคุณเพื่อนๆ ที่ แวะมาชมรีวิว ฟุกุโอกะ ทั้ง4ตอนด้วยนะครับ เพื่อนสามารถย้อนกลับไปดูได้ที่
DAY1: ฟุกุโอกะ - ดาไซฟุ (FUKUOKA - DAZAIFU) กับทริป สบายๆ รวมตั๋วเครื่อง รวมอาหาร ค่าที่พัก และ รวมค่าเที่ยวทุกอย่างแล้ว 5 วัน 4คืน ไม่เกิน 18,000 บาท 


DAY2: ฟุกุโอกะ - ยูฟูอิน (FUKUOKA - YUFUIN) กับทริป สบายๆ รวมตั๋วเครื่อง รวมอาหาร ค่าที่พัก และ รวมค่าเที่ยวทุกอย่างแล้ว 5 วัน 4 คืน ไม่เกิน 18,000 บาท http://www.yhibklong.com/2015/03/day2-fukuoka-yufuin-4-5-18000.html

DAY3: ฟุกุโอกะ - คุมาโมโต้ (FUKUOKA - Kumamoto) กับทริป สบายๆ รวมตั๋วเครื่อง รวมอาหาร ค่าที่พัก และ รวมค่าเที่ยวทุกอย่างแล้ว 5 วัน 4 คืน ไม่เกิน 18,000 บาท http://www.yhibklong.com/2015/06/day3-fukuoka-kumamoto-4-5-18000.html



     .....หาก เรานึกถึงจังหวัดนึงที่ มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมาย และมีวัดที่สวยงาม ผมเชื่อว่าหลายๆคน ต้องนึกถึง ''จังหวัดบุรีรัมย์'' แห่งนี้เป็นแน่นนอน สำหรับการมาเที่ยว บุรีรัมย์ครั้งนี้ ผมอยากพาเพื่อนๆ ไปไหว้พระ พร้อมกัน กับเที่ยวรอบๆ ที่บุรีรัมย์ กัน กับเส้นทาง เสริมมงคล ที่บุรีรัมย์

ติดตามเพจ ได้ที่ www.facebook.com/yhibklong

ติดตามเว็บท่องเที่ยว ได้ที่ www.yhibklong.com

สองทุ่มคืนวันศุกร์ เสียงรถคันเล็กของผมได้ดังขึ้น ช่วงเวลาค่ำคืนนี้ ปลายทางของผม อยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ การเดินทางของผม ได้เดินออกจาก กรุงเทพอย่างช้าๆ เส้นทางที่เดินทาง ถนนค่อนข้างดี เสียงเพลงที่วิทยุ เพลงหมุนวนไปอย่างช้าๆ ผมมองนาฬิกาอีกที ย่างเข้าตี2 กว่าๆ กับป้ายด้านหน้าที่ พร้อมบอกผม ว่ายินดีตอนรับสู่ บุรีรัมย์

Klim Hotel 


ค่ำคืนนั้น เข้าที่พัก Klim Hotel เข้าพักพร้อมอาบน้ำ แล้วนอนอย่างรวดเร็ว 

ที่พัก Klim Hotel เป็นที่พักในเมือง ที่ ราคา ไม่แพง ที่สำคัญ  และยังอยู่ใกล้สถานีรถไฟบุรีรัมย์ โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลเอกชนบุรีรัมย์ 

เบอร์ติดต่อ 044 601 989


                              

ห้องนอน ห้องขนาดกำลังดี พร้อมหมอนที่นุ่มสบาย ที่สำคัญ ราคาพันนิดๆเอง รวมอาหารเช้าให้เราอีกด้วย

เช้า วันที่สอง  

เช้านี้ผมตื่นมาพร้อมร่างกาย ที่ได้พักพื้น ผมลงมาทานอาหารเช้า ที่ klim จุดเด่นของที่นี่ คือ ไลน์อาหารเช้าที่จัดมาแบบเต็มที่  

                     




ผมรีบเติมพลัง ให้เต็มที่ ก่อนที่จะออกเดินทาง ไปยังจุดหมายแรกที่บุรีรัมย์
สำหรับใครชอบอาหารเช้า ที่นี่มีให้เลือกหลายแบบ ทั้ง ข้าวต้ม ข้าวสวย หรือ ชุดอาหารเช้า

วัดเกาะแก้วธุดงคสถาน หรือ วัดระหาน


ล้อรถผมเริ่มหมุน เส้นทางแรก ของผมไม่ห่างไกลจากที่พักมากนัก วัดระหาน วัดที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า ใครมาที่บุรีรัมย์ต้องไม่พลาดมาไหว้สักการะ หลวงปู่จันทร์แรม และมาไหว้พระเสริมความมงคลที่นี่



วัดเกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน) อยู่ที่ ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ภายในวัดประดิษฐานพระมหาธาตุรัตนเจดีย์ เพื่อเป็นปูชนียสถานระลึกถึงองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะขององค์พระมหาเจดีย์ เป็นศิลปะประยุกต์ร่วมสมัย ความสูง ๖๐ เมตร มี ๔ ชั้น

  • ชั้นที่ ๑ ใช้ประโยชน์เป็นศาลาอเนกประสงค์
  •  ชั้นที่ ๒ เป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
  •  ชั้นที่ ๓ เป็นอุโบสถ พิพิธภัณฑ์และที่ประดิษฐานรูปเหมือนของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
  •  ชั้นที่ ๔ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสมเด็จพระสังฆนายกฝ่ายสยามวงศ์ และพระอัครมหาบัณฑิต วิมละรัตนะ เจ้าอาวาสวัดศรีเวฬุวนาราม ประเทศศรีลังกา ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุและหน่อพระศรีมหาโพธิ์ แก่พระครูเขมคุณโสภณ (หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ) เมื่อปี ๒๕๔๗ ส่วนต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้ปลูกไว้ด้านหลังพระมหาธาตุรัตนเจดีย์


สำหรับเพื่อนๆ ถ้ามาที่วัดระหาน ผมแนะนำให้เดินขึ้นมาให้ถึง ชั้นที่4 เพราะ ชั้นนี้เป็นชั้นที่ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 
 ผมก้มลงกราบด้วยนมัสการ ด้วยความศรัทธา ได้แต่หวังแค่ขอให้การเดินทางครั้งนี้ปลอดภัยก็เพียงพอ
 ก่อนกลับผมได้มาไหว้ ไหว้สักการะ หลวงปู่จันทร์แรม ที่ด้านล่าง สำหรับประวัติหลวงปู่จันทร์แรม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ 
https://sites.google.com/site/watrahanname/prawat1
2 ศาลเจ้าพ่อวังกรูด

ที่ อำเภอ สตึก มีศาลเจ้าพ่อวังที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศรัทธาของชาวบ้านสตึก และอำเภอข้างเคียง

ศาลเจ้าพ่อวังกรูด ตั้งอยู่ถนนสตึกสำราญ ริมฝั่งแม่น้ำมูลเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ตามชาวบ้านเล่ากันมาว่าขุนหลวงอุดมศักดิ์ได้เดินทางมาร่วมกันกับสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เพื่อปราบกบฏจีนฮ่อ มาจากจังหวัดนครพนมโดยใ ช้เส้นทางตามแม่น้ำโขงแม่น้ำมูล ผ่านมาจนถึงอำเภอสตึก และได้พากำลังพลมาพักที่วังกรูด ซึ่งเป็นวังน้ำวนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูลชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า “ วังกุด ” ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “วังกรูด ” เนื่องจากเคยเป็นที่พักของขุนหลวงเก่า ชาวบ้านจึงได้มาสร้างศาล ขึ้นมาเพื่อระลึกถึง ขุนหลวงอุดมศักดิ์ชาวอำเภอสตึก ตลอดจนอำเภอใกล้เคียงให้ความเคารพกราบไหว้บูชาและศรัทธากันมาจนปัจจุบัน 

ศาลเจ้าพ่อวังกรูด ยังติดริมแม่น้ำใหญ่ ของที่อำเภอสตึกด้วย ช่วงเย็นๆ เพื่อนๆยังสามารถมานั่งรับลมเย็นๆริมน้ำได้อีก


3. พระพุทธปฎิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์ หรือพระเจ้าใหญ่


พระเจ้าใหญ่ จะอยู่ ใกล้ๆ ศาลเจ้าพ่อวังกรูด และอยู่บริเวณริมแม่น้ำ ถ้าเราขับรถเราจะแวะที่พระเจ้าใหญ่ ก่อนไปศาลเจ้าพ่อวังกรูดก็ได้ หรือ จะแวะศาลเจ้าพ่อวังกรูดแล้ว ค่อยกลับมา สักการะพระเจ้าใหญ่ เหมือนผมก็ได้ครับ

ที่พระเจ้าใหญ่ ด้านหน้ายังมีสวนสำหรับมาพักผ่อน หย่อนใจ ในช่วงเย็นๆเสมอ

   พระพุทธปฎิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์ หรือพระเจ้าใหญ่  เป็นพระพุทธรูปประจำอำเภอสตึก เป็นการก่อสร้างเพื่อเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สถานที่ก่อสร้าง เมื่อ 17 มกราคม 2525 ทำพิธีเบิกพระเนตรเมื่อ 10 กรกฎาคม 2530 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน (วาสน์) สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานนามว่า “พระพุทธปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์”ใจความว่า “พระพุทธผู้จอมปราชญ์ อันราษฎรอำเภอสตึก แหล่งที่สมบูรณ์(ร่วมใจ) สร้างขึ้น เพื่อเตือนใจให้ให้ยินดีในความสงบสุข”เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 พระพุทธปฎิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์ หรือพระเจ้าใหญ่ประดิษฐาน ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ริมฝั่งแม่น้ำมูลด้านหน้าที่ว่าการอำเภอสตึก เป็นที่เคารพสักการะของชาวอำเภอสตึก และอำเภอใกล้เคียงที่แวะเวียนมากราบไหว้ขอพรเป็นประจำ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เทศบาลตำบลสตึก และอำเภอสตึก จะประกอบพิธีทางศาสนาและเวียนเทียน เป็นประจำ
4 พระเจ้าใหญ่ วัดหงษ์ 

จากที่ผมสักการะ พระเจ้าใหญ่  เสร็จแล้ว ผมไปยัง อำเภอพุทไธสง เพื่อมาสักการะ พระเจ้าใหญ่ วัดหงษ์ วัดแห่งนี้ที่มีประวัติ อันยาวนาน 
พระเจ้าใหญ่ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียง พุทธลักษณะ ปางมารวิชัย วัสดุสัมฤทธิ์ ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.6 เมตร สูง 2 เมตร สร้างด้วยศิลาแลง มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ ช่างที่สร้างอาจเป็นช่างสกุลลาว ศิลปะล้านช้าง โดยดูจากพระเกศที่มีลักษณะเฉพาะในภาคอีสานและในประเทศลาวเท่านั้น ประดิษฐานอยู่ที่วัดหงษ์ ตำบลมะเฟือง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ 
มีประวัติเล่าว่าท้าวศรีปาก(นา) ท้าวทาทอง(ยศ) และท้าวเหล็กสะท้อนไกรสรเสนา คนไทยเชื้อสายลาวและบริวารมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดมหา สารคาม มีนิสัยชอบเที่ยวป่าล่าสัตว์ ครั้งหนึ่งได้ยิงนกขนาดใหญ่และสวยงามมากตัวหนึ่งบริเวณสระบัว นกตัวนั้นบินมาตกตรงป่าด้าน ทิศตะวันออกจึงตามหา ได้พบพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่ง ด้วยความไม่เคยเห็นพระองค์ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ก็เกิดความปิติดีใจ แล้วสำรวจรอบบริเวณองค์พระ พบเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม รอบองค์พระมีต้นตาล ทั้ง๔ ทิศมีเถาวัลย์ ปกคลุมรุงรัง ด้านทิศตะวันออกพบ หนองน้ำขนาดใหญ่ ไม่ปรากฏว่ามีคนอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น จึงกลับไปชักชวนญาติพี่น้องให้มาตั้งรกรากบริวเณนี้ ช่วยกันสร้างวัดและ ตั้งชื่อว่า "วัดหงษ์" ตามลักษณะของนกที่ถูกยิงตกบริเวณนั้น
องค์พระมีอักษรขอมจารึกบนดินเผา อ่านได้เฉพาะคำหน้าว่า "พระเจ้าใหญ่..." จึงเรียกว่า "พระเจ้าใหญ่" ตั้งแต่นั้นมา สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างกับเมืองพุทไธสง ราวปี พุทธศักราช ๒๒๐๐ อายุประมาณ ๓๐๐ ปีเศษ เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสาม (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) ชาวบ้านจะจัดงานเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลองนี้ ๕ วัน ๕ คืน เป็นประจำทุกปีแด่พระเจ้าใหญ่

ช่วงวันหยุด มีชาวบ้านมากมาย ต่างมาทำบุญที่วัดหงษ์แห่งนี้ และที่สำคัญวัดแห่งนี้ยังเป็นวัดสำคัญ ของชาวอำเภอ พุทไธสง อีกด้วย
จากวัดพระเจ้าใหญ่ ผมมุ่งหน้าไป อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ เพื่อไปชม ปรางค์กู่สวนแตง ซึ่ง ระยะทางห่าง จากที่วัดพระเจ้าใหญ่ ไปเพียง 20นาที ได้

5. ปรางค์กู่สวนแตง

น้อยคนนักที่จะรู้จัก ปรางค์กู่สวนแตงแห่งนี้ ซึ่งจริงๆแล้ว ปรางค์กู่สวนแตง แห่งนี้มาอายุนับพันปีเลย 

ปราสาทกู่สวนแตง หรือ ปรางค์กู่สวนแตง ตั้งอยู่ที่บ้านดงยาง ตำบลกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมสมัยนครวัดเป็นโบราณสถานอีกแห่งที่ถูกวางระเบิดจนองค์ปรางค์พังทลายลงมาเพื่อโจรกรรม ชิ้นส่วนปราสาทไปขาย ภายหลังกรมศิลปากรได้บูรณะใหม่จนมีความสมบูรณ์ และประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2547 ลักษณะของกู่ประกอบด้วย ปรางค์อิฐ 3 องค์ ตั้งเรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ บนฐานศิลาแลงเดียวกัน อาคารทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูหน้าเพียงประตูเดียว อีก 3 ด้าน สลักเป็นประตูหลอก ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่และมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน มีลักษณะยื่นออกมาและมีแผ่นศิลาทรายรองรับ ส่วนปรางค์อีกสององค์มีขนาดเล็กกว่าฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูเดียวทางด้านหน้า เช่นกัน ส่วนผนังอีก 3 ด้าน ก่อเรียบทึบ สำหรับบนพื้นหน้าปรางค์มีส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินทรายอื่น ๆ ตกหล่นอยู่ เช่น ฐานบัว ยอดปรางค์ กลีบขนุน รูปนาค 6 เศียร อายุของกู่สวนแตงสามารถ กำหนดได้จากทับหลังของปรางค์ ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 เนื่องจากภาพสลักบนทับหลังทั้งหมดมีลักษณะตรงกับศิลปะขอมแบบนครวัด ที่มีอายุอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว อาทิเช่น ทับหลังสลักภาพพระนารายณ์ตรีวิกรม (ตอนหนึ่งในวามนาวตารแสดงภาพพระนารายณ์ย่างพระบาท 3 ก้าว เหยียบโลกบาดาล โลกมนุษย์ และโลกสวรรค์) ทับหลังภาพศิวนาฎราช ทับหลังภาพการกวนเกษียรสมุทร ทับหลังภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ ฯลฯ แต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่สวยงามน่าสนใจยิ่ง
6. กู่ ฤาษี

อีกสถานที่หนึ่งที่ น้อยคนเช่นกันจะรู้จัก ที่กู่ฤาษี การเดินทางมาที่แห่งนี้ไม่ยาก เพราะ ห่างจาก ปรางค์กู่สวนแตง ไม่กี่ กิโล เมตร ด้านหน้ายังมีศาลที่สามารถมาไหว้พระเสริมมงคลได้อีก

เป็นศิลาแลงวางเรียงซ้อนกัน และวงเป็นกำแพงล้อมตัวกู่ ภายในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ และรูปปั้นฤาษี ประดิษฐานอยู่ ภายในบริเวณบริเวณศิลาแลงด้านในมีต้นจำปีปลูกล้อมรอบ 7 ต้น ด้วยกัน และบริเวณรอบนอกศิลาแลงด้านทิศเหนือ มีสระน้ำอยู่ขนาดเล็กด้านข้าง ด้านชาวบ้านในบริเวณนั้น บอกว่าได้สร้างมานานแล้วแต่ โดยเมื่อก่อนมีพระภิกษุมาจำวัดที่นี่ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว โดยสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์และนับถือของชาวบ้านในระแวกนี้ 
หลังจาก ผม ขับรถไหว้พระเสริมศิริมงคล ไป6 ที่แล้ว ในวันนี้ ผมก็ย้อนกลับมาแวะเที่ยวที่เพลาเพลิน ที่เพลาเพลินเป็น สวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งประเทศ สำหรับค่าเข้า จะเสียคนละ 150 บาทเท่านั้น 

ด้านในยังมีมุมน่ารักน่ารักให้ ถ่ายรูปกัน

                             
                                ยังมีการจัดสวน ในแบบต่างๆ สถานที่ ที่เพลาเพลินจัดแต่งได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการมาเดินเล่นถ่ายรูปมาก
ซึ่ง ที่เพลาเพลินยังแบ่งสวนออกเป็นโซนต่างๆ สำหรับดอกไม้ที่มาจัดแสดง จะเป็นดอกไม้ในช่วงที่สวยของแต่ละเดือนหมุนเวียนกัน ครับ สำหรับการใช้เวลาที่นี่ ต้องใช้เวลา ไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมงได้ครับ



 เช้าวันนี้ ผมทานอาหารแต่เช้า และเตรียมไปไหว้พระเสริมความมงคลที่ วัดรอบๆ เมืองบุรีรัมย์ สถานที่แรกที่ผมจะไป ก็ คือที่ศาลหลักเมือง

7 ศาลหลักเมือง

ประวัติ คร่าวๆ ของ ศาลหลักเมือง  เป็นศาลใหม่ ที่สร้างขึ้นใช้แทนศาลเดิมในปี 2512 ที่มีขนาดเล็ก คับแคบ และทรุดโทรมผ่านวันเวลามานานกว่า 30 ปีแล้ว ระหว่างปี 2548 – 2550 ทางจังหวัดบุรีรัมย์ จึงดำเนินการสร้างศาลขึ้นใหม่ เพื่อประดิษฐานพระหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบุรีรัมย์ต่างเคารพศรัทธา และยึดเหนี่ยว ให้เกิดความสง่างาม เป็นศรีแก่จังหวัด
                สถาปัตยกรรมที่เห็นนี้เกิดจากฝีมือของช่างกรมศิลป์ที่มาร่วมออกแบบ เป็นรูปแบบศิลปะขอมประยุกต์ ที่รับอิทธิพลมาจากยุครุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 มองจากด้านนอกมียอดองค์ปรางค์ 5 ชั้น แต่ละชั้นประดับกลีบขนุน และเทพประจำทิศเพื่อคุ้มภัยรักษาทิศต่างๆ เอาไว้ ตามคติความเชื่อ ส่วน องค์เรือนธาตุ เป็นที่ประดิษฐานพระหลักเมือง มีลักษณะชักมุขออกทั้ง 4 ด้าน มีความหมายถึง การกระจายความเป็นหลักฐานมั่นคงออกไปทั้ง 4 ทิศ ยอดศาลพระหลักเมืองติดตั้งรูปดอกบัว Stain Glass ประดับทองเพื่อนำแสงเข้าสู่หลักเมือง สำหรับ หลักเมือง นั้นประดิษฐานอยู่ที่ตำแหน่งตรงกลางองค์ปรางค์ แทนที่ตั้งเดิมของศิวลึงค์

บริเวณศาลหลักเมืองแห่งนี้ เคยเป็นจุดเจ้าพระยาจักรี คือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ใช้เป็นจุดพักรบ และ เห็นว่าบริเวณนี้เป็นทำเลที่เหมาะสม มีสระน้ำ มีต้นแปะขนาดใหญ่ เลยโปรดเกล้าให้ตั้งชื่อเมืองนี้ว่าเมืองแปะ ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบุรีรัมย์

จากศาลหลักเมือง ผมมายังที่วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง  เพื่อมากราบไหว้ พระสุภัทรบพิตร พระคู่บ้านคู่เมืองบุรีรัมย์ การเดินทางมาบนยอดเขานี่มี 2 ทางคือทางรถ หรือ จะเดินขึ้นมาที่บันไดด้านหน้าก็ได้

8. พระสุภัทรบพิตร

เป็นพระพุทธรูปคู่เมือง ภายในเศียรบรรจุพระธาตุ ประดิษฐานอยู่บนเขากระโดง เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐฉาบปูนขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 12 เมตร ฐานยาว 14 เมตร หันหน้าไปทางทิศเหนือ สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2512 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายสุรวุฒิ บุญญานุสาสน์ ในขณะนั้น ร่วมกับพ่อค้าประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในความคิดและโครงการต่างๆ ของหลวงพ่อบุญมา ปัญญาปโชโต อดีตเจ้าอาวาส

 วัดเขากระโดง ได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นบริเวณยอดเขากระโดง เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป จากจุดที่ตั้งขององค์พระ สามารถมองเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองบุรีรัมย์ได้
ถ้าใครมาช่วงเช้า จะได้เห็นแสงพระอาทิตย์ขึ้นด้านหน้าด้วย ก็ จะสวยไปอีกแบบนึง


สุดท้ายผม ขอผมปิดทริปที่ วัดป่าเขาน้อย

9. วัดป่าเขาน้อย
วัดป่าเขาน้อยนั้นถือว่าเป็นวัดป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ได้พัฒนาขึ้นตามปณิธานของพระโพธิธรรมจารย์เถร หรือหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ อดีตเจ้าอาวาสและวิปัสสนาจารย์ผู้เป็นที่เลื่อมใสเพื่อให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่มีความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไป เนื่องจากเป็นวัดเก่าที่อยู่ใกล้ตัวเมืองสะดวกแก่การเดินทาง แต่มีสภาพเป็นป่าเขาเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เป็นศูนย์รวมศรัทธาแก่คณะศิษย์และประชาชน ในการปฏิบัติคุณงามความดี ตลอดจนการปฏิบัติจิตภาวนา ดังคำของหลวงปู่ซึ่งเคยปรารภไว้ในช่วงก่อนที่ท่านจะลาสังขารว่า "วัดป่าเขาน้อยนี้หวังจะให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม ให้ช่วยกันรักษาเอาไว้เน้อ ถ้าผมตายผมไม่ได้เอาไปด้วยดอก ที่สร้างก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและเพื่อลูกหลานผู้อยู่ข้างหลังนั่นเอง" 
  ความเชื่อและวิธีการบูชา
    ผู้ที่มายังวัดป่าเขาน้อยสามารถมานมัสการพระเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิธาตุของหลวงปู่สุวัจน์เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติสมาธิ บำเพ็ญจิตตภาวนาเพื่อเป็นการเพิ่มพูนบารมี บุญกุศลราศี สัมมาปฏิบัติ ให้จิตใจมีอำนาจและมีสติและปัญญา ตามคำสอนและความตั้งใจ ของหลวงปู่สุวัจน์ที่มอบวัดป่าเขาน้อยแห่งนี้ให้เป็นมรดกแห่งศาสนาสืบไป

สำหรับเพื่อนๆ ถ้ามีโอกาส มาเที่ยวบุรีรัมย์เพื่อเสริมความมงคลในช่วงนี้แล้ว ยังสามารถแวะพักแวะเที่ยวที่อื่นๆได้อีกมากมาย บุรีรัมย์ยังมีอีกหลายที่ ที่น่าสนใจครับ ถ้าใครไม่เคยมาผมอยากเชิญชวนมาเที่ยวที่จังหวัดนี้กันมากๆ นะครับ ^______^


สามารถติดตามข่าวสาร หรืออัพเดท ที่เที่ยวใหม่ๆได้ที่ App Go2Buriram และ Buriram Magic