พฤศจิกายน 2015
สวัสดี วันที่แสนดี


ผมเคยถามตัวเองเสมอว่า ถ้าหากผม ไปเที่ยว แล้วกำเงินไม่กี่บาท ออกไปมองโลก ผมจะได้เห็นอะไรจากเงินตรงก้อนนี้บ้าง มันยังคงเป็นคำถามที่ผม เฝ้าถามตัวเองอยู่บ่อยๆครั้ง ว่าเงิน สำคัญจริงหรอ 
มันจึงเกิดการเดินทางเล็กๆ ที่ผมหยิบเงินไป ไม่เยอะมากมาย



เช้าวันเสาร์ การเดินทางจากการ ครุ่นคิดครั้งนี้จึงเกิดขึ้น ผมหยิบเต๊นท์ตัวใหญ่ พร้อมกระเป๋าเดินทางใบโต พร้อมกับชวนเพื่อนๆ เตรียมเดินทางไปยังเขาค้อช่วงหน้าฝน หน้าที่ น้อยคนจะมาเที่ยวกัน

5 ชั่วโมง กับการเดินทางที่แสนไกล น้ำฝนที่ตกลงมาตลอดการเดินทาง ทำให้ผมได้เห็นไอหมอกจางๆ  ระหว่างการเดินทาง
ไม่นานนักเราก็ถึงยังที่พัก ที่ไปรษณีย์เขาค้อ จุดกางเต๊นฑ์ ราคาไม่แพง แต่วิวสวยที่สุดในระแวกนี้


ผมเตรียมข้าวของลงจากรถ พร้อมกางเต๊นฑ์ แต่น่าเสียดายเวลาไม่นาน ฝนก็ตกลงมา อย่าหนัก เต๊นฑ์ที่ผม กางไว้ก็ได้พังลง เพราะน้ำฝน ผมได้แต่ออกมารอ เวลา เพียงเพื่อให้ฝนหยุดตก 

เวลาผ่านไปไม่นาน ฝนที่ตกอย่างหนัก ก็หยุดลง เต๊นฑ์ที่เปียกปอน ก็ถูกนำมาตาก พร้อมไล่น้ำ จากนั้น เต๊นฑ์ตัวใหม่ ก็ ถูกนำมากางแทนที่ แต่ระหว่างทำการกางเต๊นฑ์ใหม่ แสงและสายหมอก หลังฝนตกก็ ส่งความสวยงาม มาทักทายผมในทันที





แสงยามเย็น หลังจากน้ำฝนที่จางหายไป แสงที่ทำให้ ผมยืนมองเค้า อย่างไม่สดสายตา


นาทีแห่งนี้เป็นนาที ที่มีความสุขเสียเหลือเกิน ผมได้แต่มองเพลิน จนลืมมองวันเวลาไปสักพัก



ยามเย็นแสงที่เริ่มอ่อนลง ลมเย็นๆที่พัดผ่านเข้ามาแทนที่ ทำให้ผมได้พบได้รัก อีกครั้งกับที่แห่งนี้



ยามเย็นที่ ผมได้แต่ยืนเก็บความทรงจำเข้าไปในหัวใจให้นานที่สุด

หมองบางๆที่ ไหลผ่านขอบเขา ภาพความสวยงามที่ทำให้ ผมได้แต่คลอยตามและตราตรึงใจไปตลอด แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆก็ตามที

ช่วงเย็นๆ หม้อไฟ หม้อโต บนเตาถ่าย อาหารเย็นที่ผมเตรียมกันมาเอง เพื่อมาทานรับลมหนาวยังที่แห่งนี้ ลมหนาวที่กำลังพัดผ่านพร้อมกับน้ำซุปร้อนๆ มันช่างเป็นอะไรที่ดีแสนดี  เสียเหลือเกิน อากาศค่ำคืนนั้น พร้อมดาวเต็มฟ้า เสียงเพลงเบาๆจากมือถือเครื่องเล็ก ทุกอย่างที่รวมตัวกันอย่างลงตัวมันทำให้ค่ำคืนนี้ มีแต่ความสุข


เช้าวันใหม่


เช้าที่ทำให้ผมได้เห็น ว่าทะเลหมอกที่ สวยงาม ณ ที่เขาค้อมันสวยงามเพียงใด

ความงามที่ มาพร้อมความเย็น ความงามที่ มายืนคอยเราอยู่นานนับชั่วโมง

สำหรับผม การเดินทางครั้งนี้ มันทำให้ผมได้รู้ว่า ทะเลหมอก ที่สวยงาม อาจจะไม่ต้องไหนซะไกล มันอาจจะอยู่ใกล้ๆ แค่เอื้อมตรงนี้ นี่เอง




แสงยามเช้าเริ่มส่องมา อากาศที่เย็น ก็เริ่มอุ่นขึ้นทีละนิด ทีละนิด ทุกสิ่งกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทะเลหมอก ที่เต็มพื้นที่ ค่อยๆลด ลงไป ลดลงไป

ณ เวลานี้ตัวผมเริ่มเข้าใจว่าการเดินทางนั้นย่อมมีความหมายเสมอ มันทำให้เราเห็นโลกใบใหม่อีกใบ นึง ที่สวยงาม




ช่วงสายผมเก็บของ เตรียมตัวกลับ กรุงอนกลับผมแวะขับรถไปตามหัวใจ และสายหมอก ขับไปยังร้านกาแฟ ที่มีวิวน่ารัก ร้าน pino latte 




ช่วงสาย แม้แสงแดดจะเริ่มส่องแสงมามากมาย แต่สายหมอกก็ยังมิวายจางหาย ร้านกาแฟ pino latte เข้าที่ทำให้ผมเห็นวิว ที่สวยงาม



กาแฟเบาๆ กับสายลมที่พัดผ่าน หมอกยามเช้าที่ทำให้ เขาค้อแห่งนี้ เต็มไปด้วยความสุข


หันไปอีกมุม หนึ่ง เราจะได้เห็นวัดผาซ่อนแก้วอีกมุมหนึ่ง ที่สวยไปอีกแบบ


สำหรับ 2 วัน 1 คืนที่ เขาค้อ มันให้อะไรผมมากมาย และทำให้ผมรู้ว่า การเที่ยวเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะมาก  ก็สามารถ เที่ยวได้ และยังก็ทำให้ผมมีความสุขได้มากเหลือเกิน

1,100 บาท
ค่ารถไปกลับ หารค่าน้ำมัน คนละ 600 (1800บาท หาร3)
ค่าเต๊นท์ คนละ 18บาท (50บาทหาร3)
ค่าบังลม คนละ 18 บาท (50บาทหาร3)
ค่าอาหาร และค่าอื่นๆ  464 บาท
รวม 1,100 บาท





เช้าวันใหม่ นาฬิกา ที่ข้อมือ บอก เวลาราวๆ ตี5 ...เสียงกรน ปนเสียงคุยต่างปะปนกันเข้ามา เมื่อผมลืมตาขึ้นมาดูนาฬิกา การนอนบนรถนอน ผ่านค่ำคืนของการเดินทาง สำหรับผม มันช่างเป็นเวลาที่ไม่นานเลย ที่สำคัญมันชวนให้หลับได้แบบไม่อยากตื่นเสียเลย เช้าเมื่อรถมาจอดที่ ริม ทะเลสาบ ใจกลางเมืองซาปา ขาที่ก้าวลงจากรถทัวร์ มันช่างหนาวเย็นเสียเหลือเกิน ความหนาวที่มาจากอากาศบนยอดเขาของเมืองนี้ ทำเอามือผมเย็นไปเสีย 

ติดตาม ตอนแรกได้ที่ http://www.yhibklong.com/2015/08/1-7500.html

ติดตาม เพจ www.facebook.com/yhibklong

ติดตาม เวป www.yhibklong.com






ความสวยงาม ริมน้ำทำเอาผมได้แต่ยินมองไม่ละสายตา แสงสีฟ้ายามเช้า ตัดกับน้ำในทะเลสาบ สะท้อนออกมาราวกับกระจก ความง่วงที่เกาะกิน กลับหายออกไปจากตัว กับเป็นความสดชื่นที่ได้สูดอากาศของเช้าวันใหม่ กับมุมมองที่แปลก ตา




ผมรีบนำของไปฝากไว้ กับ โรงแรม สำหรับ​ โรงแรมของผม ที่ผมจะพัก ชื่อโรงแรม Sapa Stunning View Hotel ผม ไม่ขอพูด แนะนำ โรงแรมเยอะครับ เพราะความชอบแต่ละคนมักจะไม่เหมือนกัน สำหรับผม จองที่นี่เพราะราคาไม่แพง และ มีวิวที่สวยงาม กับ มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าในราคาถูก ก้าวแรก ผมหารถแท็กซี่ บริการ นำพวกเราจาก บริเวณทะเลสาบ ไปยัง โรงแรมในราคา ราวๆไม่เกิน 50บาท ผมเข้านำของไปฝากพร้อม ของเช่ามอเตอร์ไซค์ ราคานั้น แล้วแต่ต่อรองจริงๆ ผมได้ราคามา วันละ 6 US ลืมบอกไปที่เวียดนาม บางที่ จะคิดเงินเราเป็นหน่วย ดอลล่าร์ จากนั้นผมก็ เตรียมไปจุดหมายแรก คือน้ำตก น้ําตกซิลเวอร์ ผมหยิบแผนที่ แล้วพร้อม ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป 






สายลมที่หนาวเย็น ต่างพัดผ่าน เข้าหน้าผม อย่างจัง สายลมที่เย็น เสียเหลือเกิน ทำเอาหน้าผมชาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้







วิวสองข้างทาง ระหว่าง ขี่มอเตอร์ไซค์ ทำเอาผมต้อง ขี่ไปหยุดไปอยู่หลายที เพียงเพราะผม อยากลงไปหยุด เวลาแล้วเก็บภาพถ่ายไว้ ในหัวใจ ให้นานที่สุด














ระหว่างทาง ผมแวะซื้อน้ำดื่ม บนที่พักริมทางข้างหน้าผา น้องชุดเหลืองรีบเดินมาต้อนรับ พร้อมกับโค้กที่ผมตะโกนสั่งไว้ สายตาน้อง ดูใสซื่อ นี่แหละมั้ง ความสุขของการเดินทาง ที่ได้เจอ ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ และผู้คน









เพียงไม่นาน ผมก็มาถึง น้ำตก ซิลเวอร์ น้ำตกที่ สวยอีกแห่งหนึ่งของซาปา น้ำตกแห่งนี้ ทำเอาตัวผมเล็กลง ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และมันยังทำเอาตัวผม ได้แต่ยืนมองถึงความยิ่งใหญ่ เหมือนคนโดนต้องมนต์ในที่แห่งนี้










น้ำตกที่สวย อันเป็นหัวใจของสายน้ำของเมืองนี้ น้ำตกที่ทำเอาผมเงยมองได้ตลอดทั้งวัน









ถ้าใครมาหน้าหนาว คงจะได้เห็น น้ำท่ามกลางหมอกหนาวเป็นแน่แท้ 










กลับเข้ามาสู่การเดินทาง ต่อไปอีกหน่อย ผมเลยเข้าไปชม น้ำตกเล็กๆอีกแห่งนึงที่ไม่ไกลจากน้ำตก ซิลเวอร์ ที่ GOLDEN STEAM WATER และ น้ำตก LOVE











จากระยะทางที่เข้ามาไกลมากมาย ทำเอาขาผมล้าไปเสียเหลือเกิน การได้นั่งพักผ่อน ท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมอากาศที่แสนดี มันทำให้ เติมพลังขึ้นมาได้อย่างไม่รู้ตัว สายน้ำที่ เห็นพื้นเป็นสีทอง อร่าม ผมไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนต่างเรียกที่นี่ ว่า golden steam แห่งซาปา











ช่วงเที่ยงๆ ผมกลับมายัง ใจกลางเมือง เติมพลังด้วยอาหารเทียงอร่อยๆ พร้อมกับ กลับไปอาบน้ำ เพื่อเรียกความสดชื่น จากนั้นช่วงบ่ายๆ ผมกลับ จุดหมายใหม่ของเรา ที่ หมู่บ้าน กั๊ต กั๊ต











หมู่บ้านแห่งนี้ เป็นหมู่บ้านที่ นักท่องเที่ยวนิยม เดินทางกันมา มากมาย
















สายลมเย็นๆที่คอยพัดผ่าน อากาศที่เย็นกำลังดี หมายบอกหัวใจของผม ให้เติมเต็มสีเขียว สีที่อันเป็นสีของท้องนา และสีเขียวรอบๆตัว ผม ณ เวลานี้











ความสดชื่น และความกลมกล่อมของ ท้องนา ทำเอาผมได้แต่ยิ้ม











รอยยิ้มที่ ...... ได้แต่ยิ้มเพราะมีความสุข











ไมว่ารอยยิ้ม ของผมจะเป็นเช่นไร แต่มันไม่สำคัญ ว่า ใครยิ้มให้ผม การเดินทางทุกๆครั้ง ผม มักไม่ได้คาดหวังว่า จะพบ รอยยิ้ม อันกว้างใหญ่ ที่มุมปากเรา แต่ ผมขอให้ได้แค่พบ การเดินทางที่ ช่วย บันทึกความทรงจำ และบอกเล่าวันเวลาที่ผ่านไป ได้ อย่างขึ้นใจก็พอ









ระหว่างเดินทาง บทเพลงเบาๆก็ ก้องดังขึ้นมาในหัว เพลงเบาๆ ทีทำให้ ผมยิ่งตกหลุมรักกับหมู่บ้าน กั๊ต กั๊ต เพลง ที่ผมนึกถึงขึ้นมา กลับไม่ได้มีเนื้อร้อง มีแต่ทำนอง ช้าๆ พี่บรรเลง พร้อมกับ สายลมและสายน้ำ







ผมได้ แต่แอบอิจฉา คนที่มีบ้านอยู่ในนี้ อิจฉา ที่เค้าได้เห็น ได้เจอแต่ สิ่งสวยงาม ทุกเช้า ทุกคืน อิจฉาที่เค้าได้มีสายน้ำที่สดใส มีอากาศที่ทำให้สูดหายใจได้อย่างเต็มที่ แต่เวลาก็ทำให้ ผม ต้องหยุดคิดหยุดอิจฉา แล้วเดินทางต่อไป








ท้องฟ้าช่วงบ่ายยังคงสีฟ้าเข้ม 







เรากลับมาที่เมืองเพื่อจากรถขากลับในวันพรุ่งนี้ เเต่ระหว่างทางผมแวะมาเก็บภาพใจกลางเมืองเสียก่อน ผมยินอยู่ไม่นาน ก็ได้ยิน เสียงหัวเราะสนุกสนามลอยดังขึ้นมา เสียงความสนุกที่ ผมได้เห็นเด็กๆ ต่างวิ่งไปมา ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ลอยดัง เห็นแล้วได้แต่นึกถึงวันในวัยเด็ก ที่ได้เล่นได้ สนุก อย่างเต็มทีเหลือเกิน ... ^^











ผมขี่มอเตอร์ไซค์ มาที่ท่ารถ จับจองรถทัวร์ขากลับ ที่ราคาไม่แพง รถเป็นรถนอนใหม่ มี wifi ฟรีให้ใช้บริการกันด้วย











หลังจากจองรถเสร็จ ผมกลับมาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพียงแค่เดินออกมาจากห้อง ลมหนาวที่พัดผ่าน ทำเอาผมเย็นเหลือเกิน ผมขึ้นออกมาชมวิวยามเย็น ที่ท้องฟ้ากำลังมืดมิด














ฟ้าที่มืดลงอย่างทันที เหลือเพียงแสงไฟที่ส่องเล็กๆ ในหุบเขา







แต่ แสงไฟที่น้อยนิดตามบ้านเรือน ก็ แพ้แสงไฟ จากดวงดาวที่ส่องแสงมา







แสงไฟ ของดางดาว ที่หมายเอาหัวใจผม ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มือน้อยๆของผม ได้แต่เอื้อมมือ ออกไป เพียงเพื่อจะลองหยิบดาว แต่ ก็ไปไม่ถึงเสียที







ผมคงได้แต่เก็บแสงดางดาว เอาไว้ในหัวใจ พร้อมรอยยิ้ม ก่อนห่มผ้า นอน ลงบนเตียงท่ามกลางความเหนื่อยล้า







เช้าวันสุดท้าย


อากาศวันนี้ยังคงเย็นเท่าเดิม...


เช้าวันนี้ผมออกเดินทางพร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มของผม ยังคงเป็นรอยยิ้มสีเขียวเช่นเดิม 












คราวนี้ผมมาอีกที่นึงข้างๆ แถวๆนี้เค้าเรียกว่าลาวไก เป็นอีกเส้นทางนึงที่สวยงามเหลือเกิน










หมู่บ้านที่เรียงตัว ลงมาตามขั้นบันได วิวนาข้าวที่ทำให้ผมหลงไป กับสีเขียวของที่นี่






ผมไม่แปลกใจเลย ว่าทำไม ผู้คนต่าง มาที่เมืองซาปานี้ และมาหลงใหลกับเมืองแห่งนี้กันมากมาย







คงเป็นเพราะผู้คน บรรยากาศ แล้วก็ สีเขียวของท้องนา ละมั้ง ที่ทำให้ คนหลงใหลไปกับ ซาปา





ที่นี่ยังมี โรงเรียน เล็กๆ แต่ช่วงที่ผมไป โรงเรียนแห่งนี้หยุดอยู่ครับ เลยทำให้ โรงเรียนแห่งนี้เงียบไป





สายลมที่พัดผ่านนาข้าว ความเย็นที่ทำ พร้อมเสียง ลมพัดผ่านนาข้าว ทำเอาผมได้แต่ยืนฟัง แต่การยืนครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งไหนๆ การยืนที่ทำให้ผมได้ความสุขที่พัดมาเติมเต็มตัวผมตลอด





ก่อน ลาท้องนา และหัวใจสีเขียว ผมได้แต่ หวังว่าซักวัน ผมคงจะกลับมายังที่แห่งนี้อีก





ก่อนกลับ ไปรอขึ้นรถนอน ผมขอขึ้นไปชมวิวเมืองซาปา ที่ เขา Hamrong Moun Tain 







การขึ้นเขาแห่งนี้ เดินไม่ลำบากเลยครับ ผมใช้เวลาไม่นานก็เดินขึ้นมายังบนเขาแห่งนี้ได้แล้ว






วิวของเขาแห่งนี้ทำเอาผมได้แต่เก็บภาพให้นานที่สุด ความสวย ที่เป็นครั้งสุดท้ายที่ ก่อนลาจากที่แห่งนี้ 











คงเป็นความทรงจำที่ดี อีกครั้ง ที่มาสัมผัสยังเมืองนี้ 







แลผมเชื่อเหลือเกิน ว่าผมเลือกเดินทางมาที่นี่ ไม่ผิด จริงๆ ขอบคุณสายการบินแอร์เอเชียที่มีโปรไม่แพง ทำให้ผมได้มาที่แห่งนี้ ขอบคุณรีวิวหลายๆรีวิว ที่ทำให้ผม ได้ มาสถานที่สวยๆในราคาไม่แพง







สุดท้าย ขอสรุปยอดเงินในการเดินทาง 


ค่าเครื่องบิน 2500 บาท 


ค่า กิน ทั้งทริป ค่ากิน ค่ารถ (ลงกองกลาง คนละ) 4500 บาท


ค่าโรงแรมที่แรก คนละ 150 บาท


ค่าโรงแรมคืนที่ สอง คนละ 400 บาท


เหลือเงิน 50 บาท 



ทริปนี้ใช้ไป 7500