กันยายน 2015
นานมาแล้วที่ในหัวผม มักจะมีคำถามเกิดขึ้นมาเสมอ ว่าถ้าหากมีเวลา ซัก 2 วัน 1 คืน ผมจะสามารถขับรถไปเที่ยว ที่สังขละ ได้หรือไม่ คำตอบเมื่อวันนั้น ผมตอบตัวเองเสมอว่า ไม่รู้ซิ แต่ก็เช่นกัน ผมเก็บความกล้า ไว้นานเท่านาน ความกล้าที่จะออกไปลอง ดู จนวันนึง ผมก็กล้าเสี่ยง ที่จะไป

สังขละ 



การ เตรียมตัวของผมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงเวลาสั้นๆ การนัดหมาย เจอเพื่อนๆ พร้อมเดินทางในเวลา 8.00 น เพียงไม่นาน กระเป๋าเดินทาง พร้อมมือถือ OPPO R7 ก็พร้อมออกเดินทาง ในคราวนี้ ผมไม่ได้พกกล้องตัวใหญ่ไป เพราะอาจจะด้วยความไม่อยากพกอะไรไปเยอะก็ตามที แต่อีกเหตุผลก็คือ ผมอยากลองกล้องมือถือ OPPO R7 ด้วยว่า จะให้ภาพที่ดีออกมาได้แค่ไหน 

10.00 น 

เราก็มาถึง จุดหมายแรก วัดถ้ำเสือ



การมาวัดถ้ำเสือ นั้นมาไม่ยาก เลยครับ เพราะจะมีป้ายบอกทางมาตลอดเส้นทาง พอลงจากรถ ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย วิวรอบๆ ก่อนที่ จะเตรียมเงิน ขึ้นรถรางไปสู่ด้านบน


เมื่อมายังด้านบน ผมหลบความวุ่นวาย ที่ด้านหน้า เดินด้านหลัง ไปไม่กี่เมตร เพื่อจะหลบแสงแดงที่ร้อนแรงกับผู้คนที่เยอะมากมาย แต่การเดินมาด้านหลัง ทำให้ผมได้ พบ กับภาพ ทุ่งนา สีเขียวๆ รายล้อมไปหมด ผมหยิบกล้อง OPPO R7 มาถ่ายด้วยโหมด พาโนราม่า เพื่อให้ได้ภาพที่กว้างที่สุด ซึ่ง ก็ทำให้ผมไม่ผิดหวังเลยจริงๆ


จุดเด่นของวัดถ้ำเสืออีกจุด คือบนยอดจุดชมวิว นั้นเอง การเดินขึ้นมาด้านบน อาจจะปวดขานิดหน่อย หรืออาจจะอ่อน ล้า มากมาย แต่ผมเชื่อเหลือเกิน ถ้า ได้มาเห็นวิว สวยๆ ด้านบน จะหายเหนื่อยแน่นอน




จากวัดถ้ำเสือ ผมออกมา ยังสะพานมรณะ เพื่อมาทานอาหาร กลางวัน ที่บริเวณ ริมสะพาน สำหรับสะพานแห่งนี้ ผม ได้มาหลายต่อหลายครั้ง ไม่วานนานแค่ไหน ก็ ยังสวยเหมือนเดิม  


หลังจากทานอาหารอิ่มแล้ว ผม ขับรถไปเรื่อยๆ จากตัวเมืองกาญ วิ่งเข้าตรงสู่ สังขละ ระหว่างทาง มีสายฝน ตกมาเป็นระยะ ระยะ ภาพวิวข้างทาง ที่เต็มไปด้วยน้ำฝน เสียงเพลงที่ดังขึ้นมาพร้อมแอร์เย็นๆ ที่ทำให้ ทุกคน เหม่อลอยไปทางหน้าต่าง ผมได้แต่แอบเห็นเพื่อนๆ มองไปยัง ภาพด้านทาง แล้วฮัมเพลงเบาๆอย่างมีความสุข 

และแล้วก็ มาถึงจนได้ สังขละ 

เสียงดีใจของทุกคนในรถ บงบอกถึง ความหายเหนื่อยในทันที ผมรีบเอาของไปฝากไว้ที่ โรงแรม ก่อนที่จะออกมาหาอะไรทาน กันอย่างง่ายๆ พร้อมกลับไปนอน อย่างหมดแรง



ติ๊ดๆๆ เสียงนาฬิกาดัง ขึ้นอย่างเป็นจังหวะ 

ตี 5 
ผมลุกขึ้นมาแต่งตัว พร้อม หยิบหัวใจ มุ่งหน้าออกไปยังสะพานมอญ 


เช้า วันอาทิตย์ ที่แสงไฟ ยามเช้ากำลังเริ่มสว่างๆ 
ผมซื้อข้าว และกับข้าวมา ตักบาตรยามเช้า ก่อนที่จะออกไปเดินเล่น พร้อมหัวใจ ที่ตื่นเต้น





 สายน้ำยามเช้า ที่นิ่งราวกับกระจก ที่สะท้อนกับท้องฟ้า ทำให้ผมเห็นเมฆที่ล่องลอยลงมายังสายน้ำ


ความสงบ ... ที่ทำเอาผมยืนมองสายน้ำแห่งนี้ได้อยู่นานแสนนาน ผมบอกไม่ถูกว่า เพราะอะไรทำไม ถึงได้มอง ที่นี่ได้นาน จนไม่เบื่อ 



ผมเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึง ร้านโจ้กเล็กๆ  ร้านนึง


เช้า นี้ ผมได้โจ้กร้อนๆ ที่มาพร้อมหมูสับ อร่อยๆ จากคำแรก คำที่สอง ....ผมใช้เวลาเพียงแปปเดียว ก็หมดไปทั้งชาม 



หลังจากที่ทาน อาหารเช้าเสร็จ ผมออกมาเดินวนอยู่รอบๆ อีกครั้ง


แต่การเดินอีกครั้ง  วิวที่ผ่านมาเมื่อเช้ามันกลับเปลี่ยนไป  


วิวยามเช้าที่มาพร้อมกับแสงสึทอง แสงที่หมายมาบอกสวัสดีในยามเช้า


ทุกนาที ที่เดินวนๆ ไปรอบๆ แม้จะเป็นเพียงมุม ไม่กี่มุม ที่ผมมองเห็นสลับไป มา แต่ก็เป็นมุม ที่ทำให้หัวใจผม ยิ้มอย่างมีความสุข



ผมได้แต่ขอบคุณ ยามเช้า ที่ทำให้ผม เห็นความสวยงาม ผมได้แต่เก็บความทรงจำดีดี ไว้ ให้ได้นานเท่านาน 


ท้องฟ้าเริ่มสว่าง อยู่ๆ ผมก็ได้เสียงเพลง ลอยมาพร้อมสายลม เสียงเพลงที่เกิดจากเด็กน้อย กลุ่มหนึ่ง ที่ขับร้องบทเพลง ออกมาอย่างน่าฟัง เสียงเพลงที่มีความสุข มันทำให้คนฟังอย่างผมยิ้มตามไปด้วย ตลอดเวลาที่ได้ฟัง นาทีนั้น ผมหยิบเงินขึ้นมา พร้อมบริจาคออกไป เพียง หวังว่า เงินเล็กน้อยของผมจะทำให้น้องๆ ต่อเติมความสุข ต่อไป 


8.00 น.
 ผม เตรียมตัว ออก เดินทางไป ทัวร์วัด ต่างๆ ทางเรือ การเดินทางไปนั้นไม่ยาก เพราะมีทัวร์ขายแบบเหมาลำอยู่ที่ ลำละ 500 บาท จะพาเราไป สามจุดสำคัญ


ผมลงมาด้านล่าง เพื่อ ออก ขึ้นเรือเดินทาง 



เรือลำน้อยของผม เริ่มออกเดินทาง เสียงเครื่องยนต์เรือที่ส่งเสียงดังไปทั่ว ลมที่พัดผ่านมายังที่ใบหน้าของผมตลอดเวลา ภาพวิวที่ ทำเอาผม มองตาไม่กระพริบ ตลอดทาง

ความสวยงาม รอบตัว ผม ณ ตอนนี้ มันสวยงามเสียเหลือเกิน หมอกบางๆ ที่ ลอยอยู่ เหนือภูเขา ตัดกับแม่น้ำชองกาเลีย วิวที่ผมมองเห็นไกลๆ มันเป็นความสวยงาม ที่เพียงอยากให้เพื่อนๆ มาเห็นได้อย่างที่ผมเห็น




จุดแรก ที่ผม มาถึง เมืองบาดาล หรือวัดวังก์วิเวการาม 
"เมืองบาดาล" ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิมที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมก้นสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2496 ในบริเวณที่เรียกว่าสามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 มีการก่อสร้างเขื่อน;ชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลมทำให้น้ำเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี ในช่วงฤดูแล้งราวเดือoมีนาคม-เมษายน ซึ่งน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจนและสามารถนั่งเรือไปเที่ยวชมได้ แต่ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวUnseen in Thailand ในชื่อเมืองบาดาล


จุดที่ 2 วันสมเด็จ เก่า

เป็นวัดร้าง ที่เกิดจากการย้ายเมือง ในตอนสร้างเขื่อน สำหรับวัดนี้ ผมรู้สึกชอบมากครับ และยังคงมีความสวย อยู่ รอบๆ 




พระเจดีย์พุทธคยา

เจดีย์พุทธคยา ตั้งขึ้นอยู่ใกล้ๆ จากวัดวังก์วิเวการาม ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยหลวงพ่ออุตตมะ โดยมีความตั้งใจของหลวงพ่อที่จะจำลองจากเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในประเทศอินเดีย มาไว้เป็นศูนย์กลางสำหรับชาวพุทธที่อยู่รวมกันได้โดยไม่แยกเชื้อชาติ ส่วน ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมด ได้รับจากเงินบริจาคของประชาชน

ภายในจะเห็น เจดีย์สีทองขนาดใหญ่ สวยงามตั้งอยู่ ถ้าใครได้มายังอำเภอ สังขละแล้ว ต้องไม่พลาดที่นี่นะครับ เพราะสวยงามมากเหลือเกิน


วัดวังก์วิเวการาม
วัดนี้เป็นวัด ที่สร้างขี้นมาใหม่จากวัดเดิมที่ ได้จมน้ำไปจากการสร้างเขื่อน ซึ่ง ชาวบ้านจะเรียกวัดนี้ อีกชื่อหนึ่งก็คือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ 

ภายในจะมีรูปจำลอง หลวงพ่ออุตตมะ ให้เข้ามากราบไหว้ ขอพรกันได้ ครับ


สำหรับ ที่นี่ ผม ชอบตรงที่ สงบ มากๆครับ และยัง เป็นวัดที่สวยอีกวัดหนึ่ง การเดินทางมาสังขละ ครั้งนี้ทำให้ผม ได้อะไรอีกมากมาย ได้เห็น สะพานไม้ ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกๆคน ได้เห็น ศูนย์รวมจิตใจที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ ได้เห็น ความเป็นอยู่ของคนสามชาติ มอญ ไทย พม่า ที่รวมกันได้เป็นอย่างดี 

ผมกลับมาเก็บของ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ การเดินทาง ที่ ยังคงนึกถึง วันเวลาที่ดีเสมอ ก่อนจะกลับ ผมมาแวะ อีกที่หนึ่ง ที่ผม อยากมา นั้นก็คือที่




พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด


พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2485 - 2488 และภายในยังมีเรื่องเล่าต่างๆที่บอกเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟและความสูญเสียต่างๆ ให้เราได้เรียนรู้มากมาย

เส้นทางลงไปจะมี ทางเดินที่ สวยงาม ที่พร้อมจะพาเราย้อนวันเวลากลับไปดู สิ่งก่อสร้างในอดีต



ด้านใน มี คำที่กล่าวถึงผู้สูญเสียต่างๆ ที่เกิดจากสงคราม 


มุม อีกมุมหนึ่งของ ช่องเขาขาด ซึ่งแต่ก่อน ที่ตรงนี้น่าจะเป็นเส้นทางรถไฟอีกเส้นนึง


ผมเชื่อว่า ถ้าใครได้เข้ามา ที่ นี่แล้วต้อง ชอบแน่ๆครับ ทุกๆอย่าง มันทำให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็น ได้รับทราบ และที่สำคัญ ได้นึกถึงผู้สูญเสียทุกท่าน

ข้อมูลการเข้าชมและติดต่อ
- เปิดให้ชมทุกวัน จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 น. -16.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าชม
- ติดต่อสอบถามได้ที่ 034-531-347, 08-1754-2098, 08-1814-7564


การเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด
ตัวเมืองกาญจนบุรี - พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด 80 กิโลเมตร
น้ำตกไทรโยคน้อย - พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด 20 กิโลเมตร
พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด - น้ำตกไทรโยคใหญ่ 20 กิโลเมตร


ราคา 10990 บาทเท่านั้นเอง


ขอบคุณที่ติดตามรีวิว นะครับ ขอบคุณครับ



เมื่อเอ่ยถึงจังหวัด ภูเก็ต หลายๆคนอาจจะรู้จัก ว่าจังหวัดๆนี้มีทั้งของกิน โรงแรมที่พักราคาแพง และเกาะที่สวยแที่สุดที่หนึ่งของประเทศ  การเดินทางครั้งนี้ของผม เป็นการเดินทางเที่ยวภูเก็ตแบบสั้นๆไปไม่กี่วัน  ผมทำการจองที่พักราคาไม่แพงไว้ ที่ อีสติน ยามา ภูเก็ต สำหรับราคาถ้าไปช่วงนี้ หรือช่วงหน้าโล จะได้ราคาถูกมากๆครับ ที่สำคัญ ห้องพัก ของที่ อิสติน ยามา ภูเก็ต จะมีขนาดห้องที่ใหญ่มากด้วย

ติดตามผลงานต่างๆได้ที่







สำหรับการเดินทาง ไปภูเก็ตมีหลายทางด้วยกัน แต่ถ้าทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคงหนีไม่พ้น การเดินทางด้วยเครื่องบิน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ผมเลือกเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ครับ เพราะด้วยราคาที่ไม่แพง สนามบินยังอยู่แถวๆบ้านด้วยครับเลยสะดวกมาก

ถ้าใครที่ไม่อยากต่อคิวยาวๆ เดียวนี้ ทางแอร์เอเชีย เค้ามีบริการ ตู้เช็คอิน ด้านหน้า แล้วนะครับ เราสามารถ เช็คอินด้วยตัวเองได้ ทั้งในเวป หรือ ด้านหน้าทางเข้าบริเวณที่มีตู้นี้ได้แล้วนะครับและที่สำคัญ ทำได้ง่ายๆ ไม่ยากเลยครับ ยังาสะดวกรวดเร็วมากๆ





 ช่วงเวลากลางคืน ท่ามกลางแสงไฟด้านล่าง ผมมองผ่านหน้าต่าง เห็นแสงไฟทอดยาวเป็นสาย แสงไฟที่ทำให้ผมรู้ว่า กรุงเทพยามค่ำคืนนั้นสวยงามแค่ไหน 

เมื่อมาถึงผมทำการเช่ารถกับทางรถเช่า thairentacar  เช็คเรทราคาได้ที่ http://www.rentalcars.com/ จากสนามบินสู่ที่พัก ของเราจะใช้เวลาราวๆ 45นาทีได้ครับ 

ภาพรถเช่าของผม ถ่ายเมื่อตอนกลางวันนะครับ



การเดินทางที่ผ่านไปไม่นาน ผมก็ถึงที่โรงแรมเสียแล้ว 



แม้ตัวโรงแรมไม่ได้ติดทะเล เลยทำให้ราคาที่พัก ที่อีสตินแห่งนี้ราคาไม่สูงมาก เลยเป็นอีกทางเลือกนึง ที่คุ้มค่ามากๆครับ สำหรับใครที่ต้องการหาที่พักในภูเก็ต ที่ไม่แพงมาก แต่อยากได้ ห้องที่ค่อนข้างโอเค


สิ่งแรกที่ผม อยากสัมผัส และไม่โลเล เลยที่จะกระโดดขึ้นไปนอนก็คือเตียง สำหรับเตียงที่นอน นุ่มสบาย หมอนนอนแล้วนุ่มสบายมากมากครับ 


ถ้าใครชอบออกกำลังกายทุกเช้า ที่อิสติน ยามา ภูเก็ต ก็มีห้องสำหรับออกกำลังกายด้วยครับ อุปกรณ์ยังมีหลายอย่างให้ ฟิตหุ่นกันได้เลย


และยังมีมุมขายของที่ฝากอีกด้วย มีเสื้อหมวก หมอนต่างๆ มาจำหน่ายในราคาไม่แพง


เช้าวันใหม่ที่ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงพระอาทิตย์

การได้มาถ่ายรูปตอนเช้า ทำให้เห็นว่า ล็อบบี้ของที่นี่ ก็สวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ แสงไฟที่ส่องแสง ตัดกับแสงท้องฟ้าภายนอก ทำให้ความงามที่ออกมาสวยไปอีกแบบ



ยามเช้าที่ มันทำให้ผมเห็น ความสวยงามอีกมุมหนึ่งของ โรงแรมแห่งนี้


สำหรับอาหารเช้าที่นี่ ถูกจัดเตรียมสำหรับ ลายอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ มีอาหารให้เลือกหลากหลาย ถ้าใครชอบสลัด ก็มีให้เลือกทาน หรือจะข้ามต้มร้อนๆก็มี ถ้าใครอยากทานอเมริกันเบรคฟาส ก็สามารถเลือกทานกันได้ อย่างไม่อั้นครับ


                       

เมื่อท้องอื่มแล้ว ผมได้เดินออกมาสูดอากาศยามเช้าที่ดีแสนดี ที่ภูเก็ตแห่งนี้


สระว่ายน้ำ ที่ใส จน อยากจะถอดเสื้อลงไปแหวกว่ายเล่น


สระของที่นี่ มีขนาดใหญ่กำลังดีครับ 

ที่สระยังมีการแยกสระเด็กสระผู้ใหญ่อีกด้วย ทำให้ใครที่มาพร้อมครอบครัวก็สามารถ มาเล่นน้ำด้วยกันได้เลยครับ 

ก่อนเดินทางออกไปเที่ยว บริเวณรอบๆ ผมเปิดหน้าต่างจากหน้าห้องเห็นวิวภูเขาอีกมุมหนึ่ง ภูเขาที่มีไอหมอกล้อมรอบ มันก็ทำให้ ผม ยิ้มอย่างมีสุขก่อนออกเดินทาง


จัดหมายของวันนี้ ผม ออกเดินทางมาเที่ยว รอบๆเกาะภูเก็ต จากถนนดีบุกที่เลื่องชื่อ เดินมาเรื่อยๆมายัง พิพิธภัณฑ์ไทยหัว




อาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477 และในสมัยก่อนที่นี่ยังเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในเกาะภูเก็ตอีกด้วย



เมื่อเข้ามาภายใน จะทำให้เราทราบประวัติต่างๆ ของจังหวัดภูเก็ต และยังทราบเรื่องราวการใช้ชีวิตของคนในสมัยก่อนอีกด้วย




สำหรับผม ผมว่าถ้าใครมาเที่ยวภูเก็ต ถ้าไม่แวะมาเที่ยวยังที่แห่งนี้ ผมว่า น่าเสียดายแน่แท้ เพราะด้านในมีความรู้ และมีรูปภาพต่างๆที่สำคัญอีกมากมาย ทำให้เราทราบถึงที่มาต่างๆ ในสมัยก่อน

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว 28 ถนนกระบี่ ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตเปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันพุธและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-17.00 น. ค่าเช้าชม คนไทย 50 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาทผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 07-621-1224

ที่เที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ วัดฉลอง หรือชื่อที่เรียกเป็นทางการ ก็คือ วัดไชยธาราม เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต หากใด้มาที่ภูเก็ต ต้องแวะมาสักการะบูชากันทุกคน และพลาดไม่ได้



และที่วัดฉลองแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมี ประกาศเป็นที่ประดิษฐสถานของ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากศรีลังกาอีกด้วย

ก่อนปิดทริปดีดี ผมขับรถมานั่งชมพระอาทิตย์ตกสวยๆ ที่ จุดชมวิวสามอ่าว ซึ่ง จุดชมวิวแห่งนี้จะอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน20นาทีก็ถึงที่หมาย


ลมทะเลที่พัดผ่าน กับแสงพระอาทิตย์ที่กำลังตกดินอย่างช้าๆ แสงสีทองที่กำลังส่องแสงเป็นประกาย จุดชมวิวที่ทำให้ผมเห็นความสวยงาม ที่ไม่ต้องตกแต่งผ่านที่ใดๆ จุดชมวิวที่ทำให้ ผมได้สัมผัสถึงความงามอย่างแท้จริง 

ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เริ่มตก แสงไฟดวงน้อยทีละดวงค่อยๆเปิด สว่าง



แสงไฟยามค่ำคิน เริ่มเปิดแสงส่องไสว แสงที่ทำให้ผมรับรู้ได้ว่า เมืองภูเก็ตอีกมุมนึงสวยงามเพียงใด


ตกกลางคืน ผมมาทานอาหารที่โรงแรม


มือนี้ ผมขอปิดท้ายด้วยอาหารทะเลสดๆ มี กุ้ง หอย ปู ปลาครบ




ถ้าใครชอบ คอกเทลอร่อยๆ ก็ ออกมานั่งทานริมสระได้นะครับ 


เช้าวันใหม่ จุดหมายก่อนกลับของผม คือจุดวิวชมเมืองเขารัง

ผมใช้เวลาไม่นานนัก ก็มาถึง ยังจุดชมวิวแห่งนี้ 


จุดชมวิวที่ทำให้ผมเห็นเมืองภูเก็ตที่สวยงาม ได้เห็นวิวอย่างเต็มตา 




ความสวยงามผู้คน และอาหารที่อร่อยๆ ของเมืองภูเก็ต ผมบอกได้เลยว่า ผมจะไม่พลาดถ้าจะได้กลับมาเที่ยวยังที่แห่งนี้อีกครั้ง สุดท้ายก่อนจากลา ผมว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่สวย และมึอีกหลายๆมุมที่ผมยังคงพลาดไป แต่ผมเชื่อว่า ใครมาภูเก็ตกลับไปต้องหลงรักอย่างแน่นอน