สิงหาคม 2015
ซิน จ่าว ฮานอย 
เสียงทักทาย ระหว่างๆเพื่อนๆผม เมื่อมาถึงที่ฮานอย การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นจากที่แอร์เอเชีย มีตั๋วโปร ในราคาไม่แพง ซึ่งโปรไปกลับ กทม-ฮานอย ประมาณ 2500 บาท ซึ่ง เป็นราคาที่คุ้มมากๆ สมกับเป็นสายการบินราคาถูก และคุ้มของไทยเลย

และสิ่งแรกที่เรานึกถึง เวียดนามนั้นก็คือ เมืองซาปา นั้นเอง ดังนั้นทริปนี้ เลยเป็นทริป ฮานอย-ซาปา ในราคาประหยัด แต่เที่ยวคุ้ม

ติดตาม รีวิวต่างๆได้ที่ www.yhibklong.com




การเดินทางจากสนามบิน เข้าเมือง ไม่ยากเลยครับ เดินมาด้านนอกจะมีรถตู้บริการ ค่าบริการอยู่ที่การต่อรอง ตกเฉลี่ยๆ คนละ 3 US แต่ถ้ามาหลายคน อยากประหยัด ก็ เดินออกมานอกสนามบิน แล้วเรียกรถแท็กซี่ จะได้ราคา นั่งสามคน เหมาๆ ก็ ตกอยู่ 4-5 US เท่านั้น ถูกกว่าเยอะเลย 

.....

จากนั้น ผม ก็มา ที่พัก สาเหตุที่ผมเลือก จองที่พัก แห่งนี้ ไว้เพราะ ผมไม่อยากแบกของเยอะ และอีกอย่าง ผมอยากกลับมาอาบน้ำก่อน เดินทางกลางคืน ซึ่ง ราคาที่พัก Lake Side Hotel นั้นมีราคา ตกคืนละ 300-400 บาทเท่านั้นเอง ถ้ามากัน 2 คนก็ตกแค่ คนละ 150 บาท สำหรับผม ผมว่าคุ้มนะครับ และที่สำคัญ โรงแรมนี้ ยังมีบริการ จอง รถนอน รถไฟ และทัวร์ต่างๆ ในราคาถูกด้วย


พอฝากกระเป๋าเสร็จ ผมก็ ลงมา จัดการจองตั๋วรถนอนขาไปซาปา ซึ่ง จะเดินทางราวๆ 22.00 แต่ ทางโรงแรมนัดเวลาให้เรามาถึง ก่อน 21.00 



เสียงแตรที่ส่งเสียงระหว่างทาง ความดัง ทีก้องกังวาลจน ผมชินที่ในหู เสียงแตรที่เหมือนคอยบอกว่า ผมได้มาถึงยังเวียดนามเสียแล้ว จากที่อ่าน ที่เค้าบอกกันต่อๆกันว่า ถ้าเราไม่ได้ยินเสียงแตร นั้นหมายความว่า เรายังไม่ถึงเวียดนาม นั้นท่าจะจริงเสียแล้ว

จุดหมายแรก ที่ผมจะไปคือร้านกาแฟ หยด ที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งใน ฮานอย


การเดินทางมายังร้านนี้ไม่ยาก เพียงแค่มองร้านขายของแห่งนี้แล้วเดิน หน้าตาลอยๆ เดินเข้าไปในร้าน แล้วเดินทะลุไปเรื่อยๆ จนเดินขึ้นไป ชั้น2 พอถึงด้านใน ก็จะเจอร้านกาแฟในตำนานร้านนี้เสียแล้ว

เสียงดังในร้าน มันทำให้รู้ว่า การทานกาแฟ ที่เวียดนาม ก็ได้ ความรู้สึกแปลกใหม่เหมือนกัน


ผมจ้องหน้าคนชงกาแฟ อยู่นาน หลายวินาที แต่ คนชงกาแฟได้แต่เหลือบ ตามามอง แล้วก้มหน้าลงไปทำกาแฟต่อ จนเค้า เห็นผมมองอยู่ นาน จึงชี้นิ้วไปที่ ป้าย เมนู

ถามว่าผมรู้ไหม ว่าแต่ ละอย่างคืออะไร ...ตอบได้อย่างไม่อายเลย ไม่รู้ครับ
ผมเลยชี้นิ้ว ไปที่เมนูอย่างนึงที่ชื่อพอจะส่งเสียงออกมาแล้วไม่ผิดได้ พร้อมกับ ลุ้นๆ ว่า สิ่งที่ผมสั่งไปจะได้กาแฟแบบไหน


ไม่นานกาแฟ แก้วเล็กๆ ก็ มาอยู่ในมือผม ....การกินครั้งแรก บอกได้เลยว่าอร่อยกว่าที่คิดไว้มาก มันทั้งหอม มัน และอร่อยเลยทีเดียว  ผมเชื่อแล้วแหละครับ ที่เค้าบอกกันว่าถ้า ใครมาเวียดนาม ต้องไม่พลาดชิมกาแฟ ไม่งั้นจะมาไม่ถึงเวียดนาม  




จากร้านกาแฟ เวียดนาม ผมเดินมาพร้อมความหิว แต่ด้วยผ่านร้านอาหารเวียดนามร้านนึงชื่อว่า WRAP & ROLL  เป็นร้านซึ่งดูน่าทาน และที่สำคัญเป็นห้องแอร์เสียด้วย ผมเลยไม่รอช้า เข้าไปลองชิม


พอเข้ามาในร้านพร้อมเหงื่อที่เต็มกาย พนักงานสาวน่ารัก ก็เข้ามาแนะนำพร้อมนำผ้าเย็นมาให้ผม คลายร้อน รายการอาหารก็ถูกนำมาให้ผมเลือกดู พร้อมแนะนำว่าให้เราสั่งแบบเป็นชุด จะคุ้มกว่า  ด้วยความที่แอบเชื่อคนง่ายก็เลยเลือกชุด ที่สำหรับทาน3-4คนมา 


ในชุดจะมี ส้มตำ ปอเปี๊ยะสด แหนมเนือง และหม้อไฟขนาดใหญ่


 อาหารเวียดนาม แท้ๆ มันช่างอร่อยเสีย จริงๆ สำหรับผม คนที่ชอบทานผักอยู่แล้ว ยิ่งมาสัมผัสกับผักต่างๆ ที่สดกรอบ ที่เวียดนามแล้ว ยิ่งชอบเข้าไปอีก 

เมื่อทานข้าวอิ่ม ผมออกมาเดินรอบๆ ทะเลสาปคืนดาป สะพานเทฮุกสีแดงที่ เด่นเป็นสง่า ท่ามกลางแสงสะท้อนจากน้ำ ภาพที่ผมเห็นมันบ่งบอกถึงความสวยงามของที่แห่งนี้ ได้เป็นอย่างดี


หากใครมาเที่ยวอยากจะเข้าไปชม ด้านในของวัดเนินหยกก็ต้องซื้อบัตร ค่าเข้า ในราคา30,000ดอง 


เมื่อเข้ามาด้านใน จะเจอ ตะพาบตัวใหญ่ ให้ชม



ด้านในยังร่มรื่นและยังมีหลายๆมุมที่สวยงาม 


จากนั้นผม แวะไป อีกจุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดเนินหยก ก็คือ รูปปั้นจักรพรรดิเล เหล่ย 
ซึ่งมีประวัติว่า ในศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิเล เหล่ย แห่งราชวงศ์เล ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีนแห่งราชวงศ์หมิงที่รุกราน ให้ออกไปจากเวียดนาม ในขณะที่พระองค์ประทับบนเรือ ณ ทะเลสาบแห่งนี้ ก็มีตะพาบยักษ์ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำและบอกให้พระองค์ส่งดาบนั้นกลับคืนแด่จ้าวมังกร ดาบนั้นก็ได้พุ่งออกจากฝักดาบเข้าไปในปากของตะพาบก่อนที่จะหายกลับลงไปสู่ใต้ผิวน้ำ อันเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบคืนดาบ


เสียงของหัวใจของผม ณ ตอนนี้มันช่างเป็นจังหวะที่ ลงตัว วิวรอบๆของทะเลสาป มันช่างเป็น อะไรที่เป็นกันเอง ความสวยงามเล็กๆที่กำลังก่อเกิดในหัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว...ก่อให้เกิดรอยยิ้มตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้




เสียงสวดมนต์ที่ดังมาจาก วัดเล็กๆที่อยู่ในซอย วัดที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ แต่หากด้านในกลับมีอะไรให้เราดูอย่างมากมาย

ผมเข้ามาในซอย เล็กๆ ซอยที่ทำให้ ผมได้เห็น ได้ชม ความงามอีกมุมหนึ่ง ในเมืองฮานอย เมืองที่แม้จะมีเสียงวุ่นวายแค่ไหน แต่ก็ยังมีความสงบ บางมุมให้ผมได้เห็น 

คงต้องขอบคุณการเดินทาง ที่ทำให้ จังหวะของหัวใจ จังหวะของร่างกายทำให้ผมได้ มีความสุข อีกครั้ง



ช่วงบ่ายๆ ผม มีจุดหมายหนึ่ง ที่ตั้งใจจะมา นั้นคือ พระราชวังทังลอง" (Imperial Citadel of Thang Long) การเดินทางมาที่นี่ไม่ยากเลย ให้เราเรียก taxi ไปได้เลยครับ ราคาไม่แพง เมื่อมาถึง ก็ซื้อตั๋วทางเข้า ราคา เพียง30,000 ดองเท่านั้น
พระราชวังทังลองเป็นพระราชวังเก่าแก่อายุกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หลี เวียต (Ly Viet) เพื่อประกาศเอกราชของอาณาจักรด๋ายเวียต (Dai Viet)




ซึ่งต่อมา ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนส่วนนี้เป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นแหล่ง "สะท้อนอารยะธรรมในเขตลุ่มแม่น้ำแดงตอนล่าง ที่ตั้งอยู่ระหว่างอิทธิพลของอาณาจักรฮั่น (จีน) และ อาณาจักรจัมปา (Champa) ทางใต้" 

ด้านในยังมีความงดงามให้ ค้นหา อีกมากมาย

สำหรับผม ด้านใน มีการตกแต่งแนวยุโรป สีสวยมาก สำหรับการใช้เวลาทีนี้ อาจจะต้องใช้เวลา ราวๆ 1 ชั่วโมง สำหรับการเดินชมและการอ่านรายละเอียดมุมต่างๆ 


ช่วงเย็น ผมกลับมาที่โรงแรม จัดการทานอาหาร ก่อน มื้อนี้ มาลองทานเฟ้อ ที่ข้างถนน  รสชาติอร่อยมากครับ ไม่แพงเลย ที่สำคัญให้เยอะมากก จากนั้นก็ เอาตัวเหม็นๆไปอาบน้ำที่ โรงแรม ก่อน รอจนถึงเวลานัด


พอถึงเวลานัด เจ้าหน้าที่ก็พาเรามารอรถ เพื่อจะเดินทางไปซาปา แต่ละคนก็เตรียมตัวนอน หลับกันเต็มที่ 



พอถึงเวลา เดินทางก็หาที่ นอน กันเลย แม้จะเป็นรถนอนแต่ เบาะนอนกว้างยาว สามารถยืดขาได้อย่างสบาย แต่เสียดาย การนอน อาจจะมีกลิ่นเหม็นๆบ้าง 555 แต่ก็ถือว่าเป็น รสชาติชีวิตครับ 




สุดท้าย ฮานอยในครั้งแรกของผม ถือว่า คุ้มค่าต่อการเดินทางมากๆ เมืองสวย และยังมีสถานที่แปลกใหม่ ให้เดินทางมาเที่ยวชมมากมาย ที่สำคัญ คนเวียดนามนิสัยดีนะครับ และยังมีของขายให้เราในราคาไม่แพงอีกด้วย สำหรับผม 1 วันในฮานอย มันทำให้ผมได้อะไรอีกมาย มากจนอยากจะชวนเพื่อนๆมาเที่ยวกันเลยครับ ....หยิบกล้องไปท่องโลก






DAY2 SAPPORO - FURANO - BIEI

การเดินทาง วันนี้ มันเริ่มต้นจากเวลา ตี5ครึ่ง 


เช้าที่ผมตื่นขึ้นมารีบอาบน้ำแปรงฟัน ก่อนเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองฟูราโน่ Furano และเมืองบิเอะ


ติดตามเพจ ได้ที่ www.facebook.com/yhibklong




การเดินทางมายังเมืองฟูราโน่ หน้าร้อนไม่ยากเลยครับ ก่อนอื่นถ้าใครไม่ได้ซื้อพาสแบบไม่อั้น ของ Hokkaido Rail Pass แล้วละก็ ผมแนะนำให้ไปซื้อพาสแบบ Furano Biei Round Tour Ticket ราคา5,500เยน แบบผม ซึ่งจะมีที่จำหน่าย 2 ที่ คือ ที่สนามบิน กับ ที่สถานีซัปโปโร แต่ถ้าซื้อที่สนามบินจะมีราคาแพงกว่า ที่ซัปโปโร ซึ่งบัตรนี้ สามารถใช้รถไฟ ในเขตที่กำหนดได้ถึง4วัน ทีสำคัญ พาสนี้สามารถนั่ง Lavender Express ไปถึงฟูราโน่ ได้เลย แล้วยังไปต่อ รถไฟสายพิเศษ ที่มีเฉพาะหน้าร้อนอีก ที่มีชื่อว่า
Norokko train ได้อีกด้วย

การนั่งรถไฟ มายังเมือฟูราโน่ เราจะใช้เวลาราวๆ 2ชม ได้ครับ ผมเลือกมาแต่เช้า ซึ่งจะมาถึงฟูราโน่ ราวๆ10โมงเช้า ได้ครับ 




รูปที่บันได บอกถึงการต้อนรับของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี ทำรูปออกมาน่ารัก มากๆ


แต่ระหว่างที่มาถึงเมืองฟูราโน่ จะมีรถไฟเข้าไปยังฟาร์มอีกที ราวๆ 11โมงกว่าๆ ทำให้ ต้องรอ อีกนาน หรือ อีกทางเลือกนึง คือ นั่งแท็กซี่ ไปยังฟาร์มเลย จะมีค่าใช้จ่ายราวๆ 3000 เยน ได้ ซึ่งผมมากัน 4คนเลยเลือกที่จะนั่งแท็กซี่ไปดีกว่าเพราะจะได้ไม่เสียเวลา และจะได้ทันกับรถไฟอีกเที่ยวนึง คือเที่ยว ที่จะไป เมืองบิเอะ เลย


ผมนั่งรถแท็กซี่ไม่นาน ใช้เวลาราวๆ 15 นาทีได้ก็มาถึงยัง Farm Tomita 



เมื่อเดินเข้ามา ยังด้านใน ผมก็ถูกต้อนรับด้วย ดอกไม้สีม่วง ที่สวยงาม


ความงามของดอกลาเวนเดอร์ที่รายล้อมตัวผม มันทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือนปกคลุมไปด้วยสีม่วง 


และรอบๆยังมีดอกไม้สีสวยๆอีกมากมาย ไม่เพียงแค่ลาเวนเดอร์เท่านั้น 



สำหรับผมมันช่างเป็นวันที่สุขอีกหนึ่งวัน กับทุ่งดอกไม้ที่เยอะมากมาย ทำให้การถ่ายรูปในวันนั้นของผมมี แต่รอยยิ้ม







ด้านหลังฟาร์มที่มีภูเขาสูงใหญ่ วิวที่สวยงามทำให้วิวที่มองออกไป สวยงามกว่าที่ไหนๆ










ไม่ว่ามองไปทางไหน ก็จะเห็น สีม่วง เต็ม พื้นที่ไปตลอดทาง











หากเพื่อนๆได้แวะมา อย่าลืมไอติม ลาเวนเดอร์ด้วยนะครับ เพราะมันเพิ่มความเย็นได้อย่างดีทีเดียว 








อีกมุมนึงของ ฟาร์ม จะเห็นดอกไม้ที่เรียงรายกันมาเหมือนสีรุ้งเลย ยิ่งสีของดอกไม้ ตัดกับผู้เขาด้านหลังทำให้ สวยงามยิ่งนัก 




1 ในหลายๆสีก็มีสีของต้นข้าวด้วยนะครับ



การที่ได้ใช้เวลา ราว 1-2 ชม ที่นี่ มันทำให้หัวใจผม มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ลมเย็นๆที่พัดผ่าน ยามที่เราชมดอกไม้ สีสันของดอกไม้ที่ฟูราโน่ ในหน้าร้อน มันงามเสียเหลือเกิน 


ผมได้แต่ตัดใจ แล้ว เดินไปตามเวลานัดหมายที่ รถไฟกำลังจะมาถึงเมืองฟูราโน่ 






รอบๆเมืองฟูราโน่ ยังคงความสงบ และเป็นธรรมชาติอย่างเต็มที่ 





ผมได้แต่ แอบฝันเล็กๆ ว่าถ้ามีบ้านเล็กๆของตัวเองซักหลัง ในที่แห่งนี้ ได้ชมวิวสวยๆ ท้องนาเขียวๆทั้งวัน คงจะมีความสุขไม่น้อย ความประทับใจที่เมืองฟูราโน่ในหน้าร้อน ผมบอกได้เลยว่ามากมาย 






ระหว่างที่วาดความฝันอยู่ เสียง รถไฟ ก็ดังขึ้นมา รถไฟที่จะนำเราไปยังเมือง บิเอะ 




ถ้าใครได้จองที่นั้งมา ก็ จะสามารถนั่งริมหน้าต่าง ชมวิวได้ตลอดเส้นทาง









วิวด้านนอก ระหว่างทางก็ยังสวยงามน่ามองตลอด









ถ้าใครชอบ มุมสบายๆก็ด้านหน้าเลยครับ มี ให้นั่งชมวิวอย่างเต็มๆ ตา





เวลาผ่านไป ไม่กี่นาที รถไฟ ก็นำผม มาสู่ เมืองบิเอะ






"ก้าวแรกของเรา"

....

....

ผมลงจากรถไฟ หาอาหารทานรองท้องก่อน จะไปเช่ารถจักรยาน เพื่อปั่น ชม เมืองรอบๆ




จุดแรก ไม่ห่างจาก สถานีรถไฟเท่าไหร่ เพียงแค่ปั่นขึ้นมา เห็นภาพนี้แล้วก็หายเหนื่อยเลย




ปล แนะนำให้เช่าจักรยานแบบมีมอเตอร์นะครับ












ผมใช้เวลา มองวิวรอบๆถนน อย่างเต็มหัวใจ แสงสีและกลิ่นไอของใบหญ้า มันทำให้ ทริปนี้ผมมีแรง ขึ้นมาอย่างเต็มที่









วิวข้างทางแบบ สบายๆ ไม่ต้องแย่งกับใคร วิวที่ มีเงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้









เสียงฟ้าคำราม พร้อมน้ำฝนตกที่ตกลงมา.... 






ไม่ทัน ไร ฝนก็ตกลงมาที่ละน้อย ถนนที่เคยยิ้มแย้ม กลับกลายเป็น ถนน ที่เหงาทันที 











แต่ไม่ว่า ฝนจะตกลงมา เท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้รอยยิ้มกับขา ที่ปั่นจักรยานผมลดน้อยลง















ผมได้แต่ปั่น ปั่น ปั่น ชมวิวไปเรื่อยๆ ในหัวไม่ได้มีแม้แต่งาน แม้แต่เรื่องให้เครียด มีแต่ รอยยิ้ม ที่ยิ้มไปพร้อมกับน้ำฝน









สำหรับเมืองบิเอะ หลายๆคนอาจจะไม่รู้จัก แต่สำหรับผม แล้วผมกลับชอบเมืองนี้มาก มันอาจจะเป็นเพราะงาม และความสงบ ของที่แห่งนี้ด้วย ทำให้ผมรู้สึกหลงรักเลยก็ว่าได้









หาก ถ้าใครได้มาสัมผัส ยังที่แห่งนี้ ผมรับรองว่าคุณจะรัก เค้า ได้เท่าผมแน่นอน 

เมื่อ ถึงเวลา5โมงเย็นนิดๆ ผมก็ กลับเข้าสู่ เมือง ซัปโปโร




แต่ช่วงเวลาที่เดินทางกลับ ผมยังคงนึกถึง ทั้งเมืองฟูราโน่ และบิเอะ อยู่ตลอดทาง ...