กุมภาพันธ์ 2015
สวัสดีครับเพื่อนๆ หลายๆครั้ง ที่เราเห็นรูป ดวงดาวสวยๆ ที่คนอื่นๆถ่าย แล้ว เราก็อยากมีรูปแบบนั้นบ้าง แต่ด้วยหลายๆปัจจัยทำให้ ไม่มีเวลาไปตั้งกล้อง เพื่อถ่าย หรือ หามุมสวยๆไปรอถ่ายได้  และเช่นกัน เพื่อนๆหลายๆคน ก็อยากลองฝึกตัดต่อภาพ เอารูปดาวมาไว้ในภาพกันบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ซึ่งจริงๆแล้ว การตัดต่อดาวนั้น สำหรับคนทำเป็นนั้นไม่ยากครับ แต่ถ้าเป็นมือใหม่ อาจจะยาก ก็เป็นได้ แต่ด้วย ปัจจุบัน เทคโลยี ก็ทำให้ ทุกๆเรื่อง ที่ผมพูดมา กลับกลายเป็นเรื่องง่ายแล้ว และเพื่อนๆก็จะมีรูปดาวแบบง่ายๆ กันภายในไม่กี่ขั้นตอนด้วยกัน แบบนี้ 


มาดูวิธีการ ทำกันนะครับ ก่อนอื่น เพื่อนๆต้องมี app แต่งรูปที่ชื่อว่า CAMERA 360 กันก่อน 
ซึ่งหาโหลดได้ที่
สำหรับ iOS https://itunes.apple.com/us/app/camera360-ultimate/id443354861?mt=8

สำหรับ ระบบแอนดรอย์ https://play.google.com/store/apps/details?id=vStudio.Android.Camera360&hl=th


เมื่อโหลด APP มาแล้ว ก็ทำการเข้าAPP จะเจอหน้าตาแบบนี้


หลังจากนั้นก็เลือกภาพที่ ต้องการจะทำการแต่งรูปกันนะครับ


เลือกโหมด ฟิวเตอร์ แบบ Starry Night  เลยครับ


ทีนี้เราก็สามารถ เลือกรูปดวงดาว หลากหลายแบบ ด้วยกัน


สุดท้าย พอเลือกเสร็จ เรายังสามารถ มาปรับแต่งเพิ่มได้อีก ในโหมด ปรับแต่งรูป 


แค่ไม่กี่ขั้นตอน เราก็จะได้ รูปสวยๆกันแล้วครับ เห็นไหมครับง่ายๆแค่นี้เอง



ทีนี้ มาลองกัน อีกรูปนะครับ การแต่งรูป ก็ทำเหมือนกันเลยครับ เลือกรูปที่ชอบขึ้นมาก่อน


จากนั้นก็ไปที่ฟิวเตอร์ Starry Night แล้วเลือก รูป ดาวที่ต้องการ 


เพียงไม่กี่ อึดใจ ก็จะได้รูปสวยๆ ขึ้นมา แล้ว ง่ายจังเลย ยังไง ก็ลองเอาเทคนิคนี้ไปแต่งรูปเล่นๆกันนะครับ



ญี่ปุ่น แค่พูดถึงประเทศนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆคน ต้องอยากไปแน่นอน และหลายๆคนก็แอบตกหลุมรักประเทศนี้ เข้าอย่างจัง เสียแล้วด้วย สำหรับรีวิวนี้ ผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยว เมือง ฟุกุโอกะ เมืองทางตอนใต้ของประเทศ ญี่ปุ่น เมืองเล็กๆ ที่อาจจะมีคนพูดถึงน้อยกว่า เมืองใหญ่ อย่างโตเกียว ฮอกไกโด หรือแม้กระทั้ง โอซาก้า แต่เมืองฟุกุโอกะนี้ มีความสวยงามและที่เที่ยวมากมาย จนผมอยากให้เพื่อนๆมาสัมผัส 

ติดตามเพจ ได้ที่ www.facebook.com/yhibklong
หรือเว็บท่องเที่ยว www.yhibklong.com



สำหรับการเดินทางนี้ เป็นการเดินทางแบบประหยัด ค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้จัดวางให้ ใช้ถูกและคุ้มค่าที่สุด ทำให้ ค่าใช้จ่ายรวมๆทั้งหมด ไม่เกิน 18,000 บาท กับทริป สบายๆ รวมตั๋วเครื่อง รวมอาหาร ค่าที่พัก และ รวมค่าเที่ยวทุกอย่างแล้ว 4 วัน 5 คืน 

ขั้นแรก การจองตั๋วเครื่อง บิน สำหรับทริปนี้ ผมใช้โปร jet star ซึ่งตอนที่ผมไป ออกตั๋ว โปรพอดี ในราคาไปกลับไม่เกิน 6000 บาท ทำให้ได้ตั๋วมาในราคาที่ถูกมาก http://www.jetstar.com/th/th/home 

POCKET WIFI 

สำหรับการเดินทางมาคราวนี้ ผมเลือก ยี่ห้อ SAMURAI WIFI ครับ เพราะขึ้นชื่อว่าเร็ว ราคาไม่แพง ตอนแรกก่อนเอามาใช้ก็กังวลครับ แต่พอได้ใช้ ก็เรียกว่าคุ้มมากๆครับ เร็วมาก ส่งรูปอัพรูปกัน สบายเลยแถม เอาไปใช้ แค่วันละ 200บาทเอง หารๆกันออกมา ไป4คนก็ตกคนละ 50บาทต่อวันเท่านั้นครับ 




สำหรับ การเดินทางเมือเราลงสนามบินแล้ว ให้เดินออกมาด้านหน้า ให้มองไปด้านขวา จะเห็น จุดขายตั๋ว ให้ซื้อตั๋วรถ FUKUOKA TOURIST CITY PASS ซึ่งจะเป็นตั๋วที่สามารถนั่งรถเมล์ รถไฟใต้ดิน ฟรี 

จะมี 2 แบบคือ

1. Fukuoka City (เฉพาะในตัวเมือง ไม่รวมรถไฟสาย Nishitetsu) ผู้ใหญ่ 820 เยน, เด็ก 410 เยน

2. Fukuoka City and Dazaifu (ขึ้นรถไฟและรถบัสได้ทุกชนิด) ผู้ใหญ่ 1,340 เยน, เด็ก 670 เยน

สำหรับผม ผมเลือก แบบที่ 2 เพราะ จะได้ไป ดาไซฟุต่อได้เลยทีเดียว 

และทีนี้จุดตรงนี้ จะมี ที่ขายตั๋ว JR Northern Kyushu ด้วย ราคาจะตามนี้ครับ


North Kyushu 3 วัน 

7,200 เยน 

3,600 เยน 


สำหรับผม มาใช้เวลา 4 คืนก็ ซื้อแบบ3วันครับ สำหรับจะใช้ในวันไหน ก็ให้ ขูด วันที่จะเริ่มใช้ได้เลย 







ที่นี้มาถึงที่พัก ที่พัก ผมจอง เวป airbnb หากใครไม่เคยจองลองกดที่

th.airbnb.com/c/kkatesorn

(จะได้รับเงิน 814บาท ในการลงทะเบียนครั้งแรก )

ซึ่งที่พัก ของผมที่ฟุกุโอกะ นั้นเป็นบ้านพัก สอง ห้องนอน และมีอุปกรณ์ทำครัว ห้องน้ำขนาดใหญ่ มีห้องนั่งเล่น เครื่องซักผ้า และอื่นอีกมากมาย ผมเช่าได้ในราคาคืนละ 2400 บาท ต่อคืน แต่พักได้ 4 คน ทำให้หารออกมาแล้ว ตกคนละ 600 บาทต่อคืน เท่านั้นเอง ผมพักทั้งหมด 4 คืน ก็เท่ากับค่าที่พัก ผม 2400 บาทเท่านั้นเอง และได้ห้องพักสะอาด ติดกับห้อง canal city และสถานีรถไฟ hakata อีกต่างหาก 





เมื่อผมทำการ เก็บของแล้ว ก็เดินทางกลับ ไปยัง สถานี hakata ต่อ เพื่อ ไป ยัง ดาไซฟุ สถานที่แรกที่เราจะไปเที่ยวกันครับ ซึ่งก่อนจะออกไปที่สถานีรถไฟ ก็อย่าลืมเช็คตารางรถไฟ ก่อนนะครับ ซึ่งเราสามารถ เช็คตารางได้จากเวป http://www.hyperdia.com ได้เลยครับ และสามารถจองรถไฟเที่ยวอื่นๆได้ที่สนานี hakata ได้อีกด้วย 




สำหรับที่ สถานรถไฟ hakata จะมีขนม ครัวซองที่เค้าว่าอร่อยมากๆ ขายอยู่ด้วยนะครับ



ผมใช้เวลาไม่นาน ในการนั่งรถไฟ ซักพักก็มาถึงยังเมือง ดาไซฟุ แต่เสียดายด้วยเวลาที่ ผมมาค่อนข้างจะเย็น เลยไม่คึกคักเท่าไหร่


แต่หาก ด้วยความเงียบสงบ และคนไม่เยอะ มันก็ได้ข้อดี ไปอีกอย่าง ทำให้ผมสามารถเลือกเดินเล่นได้อย่างสบายๆ 


ท่ามกลางร้านค้าต่างๆ ต่างก็ มีของให้เลือก ซื้อหา กันมากมาย แถมยังเป็นของน่ารักทั้งนั้นเลย



จุดเด่น ของที่ดาไซฟุ อีกที่หนึ่ง ก็คือ รูปปั้นวัว ครับ ถ้าช่วงสอบจะมีนักเรียน เดินทางมาลูบหัววัวตัวนี้ กันเยอะมาก เพราะเชื่อว่าจะทำให้ สอบผ่าน และทำให้หัวดีครับ หรือหาก ถ้าเราลูบส่วนอื่นๆ ก็จะทำให้เรา สุขภาพดีขึ้น บริเวณนั้นครับ




และ ก่อนจาก ก็ต้องลองลูบกันซักนิดนึง เผื่อจะได้ฉลาดๆบ้าง^__^



จากตรงรูปปั้นวัว ก็เดินมาทางซ้ายมือ จะเดินสะพานสีแดง สด เพื่อข้ามไปยัง ศาลเจ้านะครับ



ศาลเจ้าดาไซฟุ ถูกสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ มิชิซาเนะ ซึงะวาระ นักปราชญ์ของญี่ปุ่นในสมัยเฮอัน เขาถูกไล่ออกจากราชสำนักเกียวโตด้วยความไม่ยุติธรรมและต่อมาได้เสียชีวิตลงที่นี่ แต่หลังจากนั้นก็ได้เกิดเรื่องร้ายมากมายในเกียวโต จนทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นการไล่ ท่าน มิชิซานะอย่างไม่เป็นธรรม เลยได้ทำการสร้างศาลเจ้านี้ขึ้นมา และศาลเจ้าที่นี่ยังถูกเคารพบูชาในฐานะของเทพเจ้าแห่งการศึกษา




ภายในวัด จะค่อนข้างสงบ สะอาด และเรียบร้อย 



ใครจะนำป้ายมา เขียนขอพร ใดๆ ก็ได้นะครับ 



หลังจาก เดินเล่นภายศาลเจ้าเสร็จแล้ว ผมก็เดินออกมา เพื่อกลับไปยัง สถานีรถไฟ HAKATA ต่อครับ เพื่อไปทาน บุฟเฟ่ ก้ามปูกันครับ ก่อนไปจากเมืองนี้อย่าลืมมาแวะถ่ายรูปที่ STARBUCKS กันนะครับ


บุฟเฟต์ขาปูยักษ์

การจะมาที่ร้านนี้ ให้เราเดินทางจาก สถานี HAKATA แล้วมาลงสถานี Nakasu-Kawabata ให้ออกประตู 4 เดินขึ้นบันไดเลือน ออกมาจะเห็นป้าย Mister Donut ให้เดินเข้าซอยนั้นไป จากนั้นเดินไปเรื่อยๆ จะเจอร้านดอกไม้ ABC ตรงหัวมุม ด้านขวามือ ให้เราเดินเข้าซอยนั้นเลย แล้วเดินไปเกือบสุดซอย ให้มองด้านขวามือ จะเจอทางลง ก็เดินไปเลยครับ จะเจอร้าน นี้เลยครับ


สำหรับราคาบุฟเฟ่ต์แบบกินไม่อั้น นั้นอยู่ที่ 2500 เยน/90นาที (ฟินเลย)

แต่ต้องสั่งเครื่องดื่ม เพิ่มเติม คนละ 1เมนู ราวๆ 400เยน 






สำหรับภายในร้าน จะค่อนข้างเล็กนะครับ ที่นั่งอาจจะน้อยไปหน่อย ใครมีมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อาจจะลำบากได้นะครับ




พอเราทำการ เลือก บุฟเฟ่ต์แล้ว และเลือกเครื่องดื่มแล้ว พนักงานก็จะนำหม้อซุปมาให้ พร้อมสาธิตวิธีการแกะ ปูกันนะครับ และสอนวิธีทานครับ



จากนั้นก็ ถึงคิว ผมแล้วครับ ที่จะพร้อมหม่ำกัน 


และเท่านั้นยังไม่พอ ยังมีหมูชาบูให้เราทานด้วยนะครับ สั่งได้ไม่อั้นเหมือนกัน




และแล้วก็ถึงคิว พระเอกของงานครับ มาด้วย ขาใหญ่ๆขาวๆ อวบๆเลยทีเดียว แค่เพียงเข้าไปที่ปาก ความสดของเนื้อปูก็ทำเอา ผมมีความสุขเสียแล้ว


ไม่เพียงแต่มีแค่ก้ามปู ยังมีเนื้อ ปูมาด้วยนะครับ



สำหรับคืนนั้น ผมสั่ง ขาปูไป 3 จาน และ เนื้อหมูชาบูไป 1จาน เรียกว่า อ้วนกลับไปเลย



สำหรับ 1 วันแรกของผม เรียกว่าประทับใจกับที่นี่มากครับ

สำหรับตอนที่ 2 สามารถติดตามได้ไปได้ที่


DAY2: ฟุกุโอกะ - ยูฟูอิน (FUKUOKA - YUFUIN) กับทริป สบายๆ รวมตั๋วเครื่อง รวมอาหาร ค่าที่พัก และ รวมค่าเที่ยวทุกอย่างแล้ว 5 วัน 4 คืน ไม่เกิน 18,000 บาท 



DAY3: ฟุกุโอกะ - คุมาโมโต้ (FUKUOKA - Kumamoto) กับทริป สบายๆ รวมตั๋วเครื่อง รวมอาหาร ค่าที่พัก และ รวมค่าเที่ยวทุกอย่างแล้ว 5 วัน 4 คืน ไม่เกิน 18,000 บาท



DAY4: ฟุกุโอกะ - ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ ไร่สตอเบอรี่ ช็อปปิ้งTOSU PREMIUM OUTLETS (FUKUOKA - HIZEN - KASHIMA,TOSU) 


วันนี้จะมาขอนำเสนอ Hostel เป็น Hostel เปิดใหม่ อยู่ใจกลางกรุงเทพก็ว่าได้ ตั้งอยู่ที่ ซอยราชครู อารีย์ Hostel นี่มีชื่อว่า The yard ซึ่งได้ สอบถามเจ้าของรีสอร์ทว่าทำไมถึงตั้งชื่อ Hostel นี้ว่า The yard เพราะครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ และภาพแรกที่ได้เห็นภายใน Hostel แห่งนี้ รู้สึกว่าชื่อตอบโจยทย์ดี แต่คำตอบที่ได้คือ คำว่า The yard มันใกล้เคียงกับคำว่า ญาติ ของไทย ชื่อจึงเป็น บ้านญาติ เพราะเจ้าของมีความต้องการให้แขกทุกคนที่เข้ามาพัก ได้มีความรู้สึกว่ามาพักที่บ้านญาติ เป็นกันเอง ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกับเจ้าของ ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบาย เป็นกันเองมากๆ ลองตามเข้ามาชมได้เลยคะ




มาถึงก็เจอป้ายเลยหาไม่ยากค่ะ




ประตูทางเข้าน่ารักดี มีการเพ้นที่ผนัง บอกถึงจุดเด่นสำคัญของกรุงเทพ และประเทศไทย






พอเดินผ่านประดูด้านในเข้ามา รู้สึกร่มลื่นมาก และสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ และความชิวของที่พักที่นี่มาก เพราะรู้สึกว่าตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมากๆ รายล้อมไปด้วยตึกสูงใหญ่มากมาย แต่พอมองเข้ามาเจอพื้นที่สีเขียว สบายตาไปหมดเลย







สำหรับคนที่มาพักที่นี่ ทาง hostel แห่งนี้เค้าก็มีจักรยานไว้ให้บริการด้วยนะคะ ที่สำคัญ ฟรี!!!ไม่เสียค่าบริการ สามารถปั่นไปเที่ยวรอบๆ อารีย์ได้เลย ทำให้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่ามาเที่ยวบ้านญาติจริงๆ








มีการตกแต่งป้าย น่ารัก น่ารัก








มีโต๊ะเก้าอี้กลางสนามหญ้า สามารถนิ่งชิวได้








พอเดินเข้ามาด้านในก็จะเป็นส่วนของ Lobby เอาไว้เช็คอินสำหรับแขกที่มาเข้าพัก แล้วก็มีคอมพิวเตอร์เอาไว้ให้บริการ เผื่อแขกท่านไหนต้องการเช็คเมลหรือทำกิจกรรมก็สามารถมาใช้ได้เลย








ทีนี้ก็จะพามาดูในส่วนของภายในห้องพักแต่ละแบบ โดยของที่จะจะแบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน คือมีห้องพักแบบ ห้องเดี่ยว ห้องพักสี่คน และห้องพักหกคน โดยห้องแรกที่จะพาไปดูเป็นแบบห้องเดี่ยว








ห้องเดี่ยวก็ถือพื้นที่กว้างขวางพอสมควร มีการตกแต่งแบบไม่ทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ไทย โดยมีการเอางานจักรสานมาตกแต่ง และมีพื้นที่ระเบียง








โดนระเบียงสามารถออกไปนั่งเล่นได้ ชิวๆ เลย












ส่วนนี่เป็นภายในห้องพักแบบนอน 4 คน











ตามมาติดๆเป็นภายในห้องแบบนอน 6 คน ซึ่งแต่ละห้องจัดวางได้อย่างลงตัว ไม่ได้ดูแออัด โดยแต่ละเตียงมีหน้าต่างเป็นของตัวเอง และก็มีไฟหัวเตียงประจำแต่ละเตียง เผื่อใครที่อยากจะทำธุระส่วนตัวก็สามารถทำได้โดยไม่ได้รบกวนคนอื่น












ทางขึ้นชั้นสอง ได้มีการเอาอุปกรณ์ในการจับปลามาทำเป็นโคมไฟ โดยเจ้าของต้องการสื่อให้เห็นว่า สมัยก่อนอุปกรณ์ในการจับปลาของประเทศไทยใช้อะไร











วิวจากชั้นสองก่อนก่อนทางเข้าห้องพักผ่อนส่วนรวม








หน้าห้องพักผ่อน








ภายในห้องพักผ่อน สามารถนั่งเล่น นอนอ่านหนังสือ แล้วก็สามารถดูหนังก็ได้ มี vcd หนังให้เปิดดูได้ตามสบายเลย มีความกว้างสบายพอสมควร
























ถัดจากห้องนั่งเล่นผักผ่อน เค้าก็มีครั้วเล็กและ ตู้เย็น และเตาไมโครเวฟเตรียมไว้ให้ด้วย แขกสามารถ ทำอาหารแบบเบาๆได้สบาย และตอนเช็คอิม ทาง Hostel จะมีการแจกขวดน้ำให้กับแขกประจำตัวคนละ 1 ขวด เพื่อที่จะสามารถไปกดน้ำดื่มฟรีได้ที่ตู้กดน้ำด้วย








ส่วนถัดมาก็จะเป็นโซนของห้องน้ำ โดยมีการแยกห้องน้ำชาย และ หญิง คนละฝั่ง โชนห้องน้ำจะมา 2 ชั้นเลย ไม่ต้องกลัวว่าห้องน้ำจะไม่เพียงพอ
















ภายในห้องน้ำ จะมีการแยกส่วนเปียกกับส่วนแห้งอย่างชัดเจน




















บรรยากาศตอนเย็น โดยลานสนามหญ้านี้ก็จะเป็นเหมือนลานกิจกรรม โดยทุกๆเดือนก็จะมีตารางบอกว่าแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง เพื่อสร้างยรรยากาศให้กับแขกที่มาเข้าพัก และเหมือนได้เป็นการทำความรู้จักระหว่างแขกที่มาพัก เพื่อให้เกิดความรู้ว่าเป็นกันเอง เช่น วันที่ 25/2/2015 ที่จะถึงนี้ก็จะมีกิจกรรมโชว์หุ่นเชิด












นี่เป็นส่วนสำคัญที่สุดก็ว่าได้ นี่คือ บาร์!!!! เล็กๆ ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมของแขกที่คน รวมถึงเจ้าของ Hostel ด้วยที่คอยยืนต้อนรับและพูดคุยกับแขกด้วยตัวเองอย่าเป็นกันเองมากๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและแชร์ประสบการณ์กัน












ส่วนใครที่ต้องการหาที่พักผ่อนในใจจกลางเมืองบรรยากาศสบายๆเป็นกันเอง ก็ลองไปได้ที่บ้านญาติ 








*สรุป ส่วนตัวรู้สึกชอบมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ไป แล้วรู้สึกประทับใจในการบริการของที่นี่มากคะ ออกแบบและตกแต่งได้ลงตัวมาก ตำแหน่งที่ตั้งของ Hostel แห่งนี้ถือว่าเดินทางไปง่าย สะดวก และไม่ซับซ้อน สำหรับคนที่ไม่มีรถ ก็สามารถขึ้น bts แล้วลงสถานี อารีย์ได้เลย แล้วก็เดินต่ออีกนิดเดียวก็ถึง ความสะอาดก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าเป็น Hostel ที่เพิ่งเปิดใหม่




ก็อยากลองให้เก็บ The yard ไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกคะ ขอบคุณสำหรับตามอ่านจนจบนะคะ