เมษายน 2014

เที่ยว เชนไน 

สำหรับ เชนใน ตอนนี้ผมยังคงอยู่ที่เมือง kanchipuram หรือ กัญจีปุรัมนั้นเอง ที่เมืองนี้ นอกจากจะมีวัดสวยๆแล้ว ยังมีผ้าส่าหรีที่ขึ้นชื่อติดอันดับโลก อีกด้วย 


ส่วนถ้าใครต้องการ ชมภาพสวยๆที่เหลือ หรือ ภาพอื่นๆ ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/yhibklong?ref=hl








เช้านี้จุดหมายของเรา คือ ตลาดใหญ่ใจกลางเมืองกัญจีปุรัม ตลาดนี้จะอยู่ไม่ห่างจากที่พักเรามาก สามารถเดินทางโดยเท้าได้ ใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน10 นาทีก็ถึง สำหรับ ตลาดที่ใหญ่ที่นี่ คนจะค่อนข้างเยอะมากครับ ให้ระวังกระเป๋าตัง หรือของมีค่าให้ดี อาจจะโดนขโมยได้ง่ายๆ นะครับ 








ระหว่างการเดินทาง ผม เห็นภาพวาดที่หน้าบ้านในตอนเช้าพอดี สำหรับการวาดภาพนี้ จะเป็นความเชื่อ ของคนอินเดียครับ และจะทำทุกวันในตอนเช้า สำหรับผมแอบทึ่งในการวาดครับ เพราะเค้าวาดเร็วและสวยมากๆ 








ช้าในตลาด ที่นี่ คงไม่ต่างอะไรกับบ้านเราที่มีผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากมาย และเครื่องดื่มตอนเช้าของคนอินเดีย คงหนีไม่พ้นกาแฟ โดยส่วนตัวเคยได้ยินมาว่ากาแฟที่ประเทศอินเดีย มีรส กลิ่น ที่หอม และอร่อยอันดับต้นๆของโลก เมื่อมาถึงร้านกาแฟร้านนึงในตลาด ผมจึงไม่พลาดที่จะลองชิมกาแฟซักถ้วย เวลาผ่านไปไม่ถึง 5นาที กาแฟร้อนๆแก้วเล็กๆ ก็มาอยู่ในมือผม แม้กาแฟแก้วนี้จะไม่ได้สะอาดอะไรมากมายนัก แต่รสชาติของมัน อร่อยจนติดลิ้นเลยครับ 










หลังจากที่เรามาชิมกาแฟเบาๆตอนเช้าแล้ว ผมก็ไม่รอช้า เดินชมภายในตลาดกันต่อ ตลาดของเมืองนี้ ส่วนใหญ่เท่าที่ผมเดินผ่านของที่ขายหลักๆจะเป็นผักและผลไม้ ซึ่งผักและผลไม้ต่างๆ ซึ่งก็เหมือนกับที่วางขายทั่วๆไปที่บ้านเรา 












การเดินเที่ยวในตลาดไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ผมชอบตรงที่ มีผู้คนยิ้มแย้ม ทักทายเราตลอดเวลา แม้แต่ในประเทศอินเดียนี้ก็ตาม เวลาผมเดินไปไหน มักจะมีคนเข้ามาทักทายและขอให้ผมถ่ายรูปให้ เป็นจำนวนมาก คนส่วนใหญ่จะเข้ามาทักทายดีและเป็นกันเองเสมอ รอยยิ้มเล็กๆ ทำให้ผมรู้สึกชอบประเทศนี้เข้าแล้ว การเดินเล่นรอบๆตลาดครั้งนี้ทำให้ผม กลับไปพร้อมความประทับใจ พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆในความทรงจำ ตลอดไป









กลับจากตลาด ผมก็เก็บข้าวของเพื่อไปเมืองที่มีหินแกะสลักที่สวยมากๆแห่งหนึ่ง คือเมือง มหาบาลีปุรัม นั้นเอง ถ่าเราเดินทางจากเมืองเชนไน จะใช้เวลา ราวๆ 1ชั่วโมงกว่าๆครับระยะทางประมาณ 60กิโลเมตร เมืองมหาบาหลีปุรัม แต่ก่อนเคยเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 7-10 ของราชวงศ์ปัลลวะ ซึ่งมีชื่อเดิมคือ มามัลละปุรัม ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อภายหลัง ในสมัยพระเจ้านรสิงหวรมันที่ 1ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีโบราณสถานหลายที่ ที่ได้รับการยกย่องโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) 
สำหรับที่เมืองนี้ ถ้าใครจะไปชมสถานที่สำคัญ สำคัญรอบเมือง เค้าจะมีตั๋วสำหรับชม Five Rathas ในราคา250 รูปปีเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องไปจ่ายแพงในแต่ละที่ และสถานที่ ที่แรกที่เราไป คือ Shore Temple หรือเทวาลัยชอร์























หลังจากที่ผม เดินออกมาจากเทวาลัยแล้ว ก็ แวะมาเดินซื้อของแถวๆริมทะเลก่อน ระหว่างพักคลายร้อน ก็ได้เห็น การสักสดๆ ตามทางเท้า ซึ่งผมไม่เคยเห็นการสัก กันสดๆ เลย เท่าที่ยืนมองอยู่พักใหญ่ ก็ทำให้รู้ว่า คนที่นี่มักจะมาสักกันตามทางเท้านี่แหละ การสักจะต่อคิว เพื่อเลือกลายก่อน พอได้ลายแล้ว ก็จะเอาหมึก มาปั้มลายลงที่แขนก่อน ว่าตำแหน่งถูกต้องไหม หลังจากนั้น ก็ ถึงคิวสัก จะใช้เครื่องสักตามรอยไปเรื่อยๆจนเสร็จ 








การมาเที่ยวที่อินเดีย เรามักพบเด็กๆ มากมาย แต่เด็กๆที่นี่แทบไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นใดๆ ส่วนใหญ่มักจะยุ่งการทำงานครับ เห็นเด็กๆตัวเท่านี้ แต่แทบทุกคนจะมีหน้าที่คอย เข้าไปขอเงินจากนักท่องเที่ยวครับ ไม่ว่าจะทางตรง หรือ เสนอขายของ ต่างๆแก่นักท่องเที่ยว ส่วนรายได้ทั้งหมดจะถูก ผู้ใหญ่ เอาไปหมดทุกบาทครับ












จาก shore temple แล้ว เรามาต่อยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั้นคือ Pancha Pandava Rathas สำหรับที่นี่ถ้าเพื่อนๆคนไหน ได้เข้ามาชม จะพบว่ามีหลายๆจุดเหมือนยังสร้างไม่เสร็จ โดยเค้าอธิบายเหตุผลไว้หลายอย่าง เช่น หินที่เอามาแกะสลัก แกะได้ยาก เลย หยุดสร้าง และเหตุผลบางอย่างคือหาหิน กับช่างที่จะมาแกะสลักไม่มี โดยค่าเข้าชมที่นี่ ถ้าเราได้จ่ายไปที่ shore temple แล้ว เราสามารถ เอาใบที่จ่ายมาผ่าน ด่านตรวจที่นี่ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม การเดินทางมาที่นี่ไม่ยาก ให้หารถสามล้อเหมามาเป็น ทัวร์เล็กๆ แบบครึ่งวันหรือเต็มวันก็ได้ ส่วนราคาก็แล้วแต่ตกลงกันครับ












Pancha Pandava Rathas หรือตามภาษาไทย คือประสาทหินห้าพี่น้อง ซึ่งภายในจะประกอบด้วยอาคารต่างๆ และตั้งชื่อกันตามผู้เป็นสหภรรยาและชื่อของห้าพี่น้อง (อ้างอิงตาม blog uisp dsin)















หลังจากเราเที่ยวชมจนทั่ว ผมก็ได้เดินทางมาถึงที่สุดท้ายของวันนี้ครับ Arjuna's Penance หรือภาพแกะสลักอรชุนบำเพ็ญตบะ ภาพเกาะสลักนี้ ได้แกะสลักตรงเนินเขา ซึ่งได้กล่าวกันว่า ภาพแกะสลักนี้มี สองนัย คือ เป็นภาพ พระแม่คงคาเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ หรือ ก็เรียกว่า ภาพแกะสลักอรชุนบำเพ็ญตบะ เท่าที่ผมได้ดู พบว่าภาพการแกะสลักทำได้สวยมากครับ แอบทึ่งกับคนสมัยก่อนมาก












ทีใกล้ๆ สามารถเดินขึ้นไป ชม ก้อนเนยของพระกฤษณะ Krishna’s Butterball จะมีลักษณะ เป็นก้อนหินกลมๆ ขนาดใหญ่อยู่บนเนินเขา เหมือนกำลังจะกลิ้งตกลงมาแต่ไม่ตกหรือหล่น จะค้างอยู่แบบนั้น 














วิวด้านหลัง ก้องเนยของพระกฤษณะ 








ถ้าเราเดินไปใกล้ๆ จะเจอประภาคาร ที่ประคารนี้สามารถขึ้นไปชมวิวได้ ครับ แต่จะมีระยะเวลาเปิด ปิดอยู่ ห้ามไปหลัง 5​โมงครับ ไม่งั้นจะขึ้นไปชมวิวไม่ได้ ส่วนตอนที่ผมไป ดันไปไม่ทัน ทำให้ เราต้องปีนขึ้นมาฝั่งตรงข้ามแทน ซึ่งวิวฝั่งตรงข้าม ก็ สวยไม่แพ้กันเลยทีเดียว 














แม้ การเดินทางมาที่ อินเดียของผมจะเป็นครั้ง แรก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมประทับใจมากเลยทีเดียว ระหว่างนี้ ก็ขอเก็บภาพประทับใจในทริป ไปเรื่อยๆ 












หลังจากเดินทาง มาเหนื่อยๆทั้งวัน ก็ มาเติมพลังกันในตอนเย็น เย็นนี้ ผมได้มาทานอาหารริมทะเล โดยมีจานหลักคือ กุ้งมังกร ครับ กุ้งมังกรที่นี่ ผมแนะนำเลยครับ ว่าอร่อยมากๆ เนื้อหวานอร่อยเลย 
















วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางของผม ครับ เช้านี้เลย ตื่นเข้าหน่อย เพื่อไปเก็บภาพ ที่ชายหาดของเมืองครับ สำหรับใครที่พัก ริมทะเล ก็จะสบายหน่อย แต่สำหรับผม ทะเลนั้นห่างจากที่พักพอสมควร ผมใช้เวลา ประมาณ 20นาที โดยประมาณ ถึงจะเดินถึงทะเล 








โชคดีที่เช้าวันนี้ฟ้า เปิด ทำให้ ผมได้ภาพมามากมาย 
















เมื่อแสงแรง เริ่มร้อน ผมจึงเดินทางกลับโรงแรม เพื่อจัดกระเป๋า เตรียมกลับ กรุงเทพ ในตอนเย็น 










ระหว่างทาง กลับ ผม ก็มีโอกาสได้แวะ DAKSHINA CHITRA ศูนย์วัฒนธรรมเมืองเชนไน ที่นี้มีการจัดแสดงสินค้าพื้นเมือง สาธิตวิธีการทำสินค้าต่าง ๆ การแสดงการเต้นต่างๆ ทั้งภายในยังมีการจำลองบ้านเก่าของชาวบ้านสมัยก่อน ด้วย



















สุดท้ายก่อน เดินทางกลับ เรามาแวะจุดท้ายที่ Marina Beach หาดที่ได้ชื่อว่ากว้าง และ ยาวที่สุดอันดับ 2 ของโลกกว้าง437 เมตร และยาวถึง13 กิโลเมตร ถ้ามองจากในรูปจะเห็นว่า ยาวมากๆ
สำหรับ การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอ ขอบคุณ สายการบินแอร์เอเชียอีกครั้ง และขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะเข้ามาชมรีวิว นี้นะครับ ^^
ค่าใช้จ่ายในครั้ง นี้ ค่า เดินทาง เหมารถ 3วัน 3คืน ราคา 8000 แต่หาร 3 ตกคนละ 2800 บาท
ค่าอาหาร ตก 2000 บาท
ค่าซื้อของฝาก 1500 บาท
ค่าที่พัก 3คืน หาร3 ตกคนละ 1800 บาท
รวมๆ ค่าใช้จ่ายในทริปเชนไน 8100 บาท ครับ ไม่รวมค่าตั๋วและวีซ่า นะครับ 









สวัสดี เพื่อนๆ ช่วงนี้เวลาไปไหนมาไหน ก็คงเจอแต่คนบ่นว่าร้อน ร้อนกันแน่ๆ เช่นกันครับสำหรับตัวผมก็เวลาไปไหน ก็ มักจะบ่น เรื่องความร้อน เหมือนๆกัน และผมคิดว่า อากาศร้อนอีกหน่อยคงเป็นความเคยชินของ คนไทยแน่ๆ
   สำหรับคราวนี้ ผมจะพาเพื่อนๆหนีร้อนไปเที่ยว ราชบุรีกัน สำหรับราชบุรีช่วงนี้ กลางวันอาจจะร้อนนิดหน่อย แต่พอตกกลางคืนอากาศดีมากครับครับ เย็นสบาย และที่พักของผม ที่ผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยว ก็ คือที่นี่ครับ อริสโต ราชบุรี ที่พักในฝันของหลายๆคน นั้นเอง 
        รับชมรีวิวอื่นๆได้ที่ www.yhibklong.com 
  สำหรับ เพื่อนๆที่มีเพจ แอสเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ www.facebook.com/yhibklong


 หลายๆครั้งในการเดินทาง จุดหมายไม่สำคัญเท่ากับการเดินทางนั้น มีเพื่อนร่วมทางที่ดีหรือเปล่า การเดินทางครั้งนี้ของผมคงเป็นโชคดีของผมกระมั้ง ที่ได้เพื่อนร่วมทางสองคน ที่เป็นสาวสวยและมากันแบบสบายๆไม่มีเสียงบ่น การเดินทางจาก กรุงเทพมาราชบุรี จนมาถึงสวนผึ้ง เลยเร็วกว่าครั้งไหนๆ อาจจะเป็นเพราะ เสียงเพลง เสียงหัวเราะ เสียงคุย กันมาตลอดทาง ทำให้เราหลงลืมเวลาไปชั่วขณะ


ความร้อนของอากาศที่เคยร้อนมากมาย แต่ตอนนี้มันเหมือนลดหายไปไหนก็ไม่รู้ เสียงลมพัดผ่าน ตัวผมไป ตลอดการเดินไปบ้านพักของเราคืนนี้ คงเป็นเพราะสายลม บางๆที่ พัดผ่านทำให้ คลายร้อนไปได้ และแล้วรอยยิ้ม ของผมและสาวๆ เริ่มยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อได้เห็นบ้านพักของเราในคืนนี้  บ้านพักสีขาว สีที่ตัดกับใบไม้ ดอกหญ้า ได้เป็นอย่างดี 


เปิดประตู เข้าไป ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านตัวเอง ก็พุ่งเข้ามา สีขาวๆที่พื้น พนัง ยังทำให้ดูอบอุ่น เสมอ โต๊ะตัวใหญ่ กลางห้อง มันทำให้ผมนึกถึงปาร์ตี้สนุกกันคืนนี้  แอบเดินไปดูห้องนอน ทั้งสองห้อง ด้านซ้ายและขวา ห้องดูโปร่งโล่งสบาย แอบยิ้มเมื่อเห็น สีเขียวนอกหน้าต่าง วิวธรรมดาต้นหญ้าและใบไม้ วิว สบายๆ ที่แม้แต่นอน เราก็ยังเป็น นึกถึงตอนเช้า ตอนที่ตื่นมามอง มันคงจะสวยน่าดู 


เห็นที่พักสีขาวๆ คงไม่พูดไม่ได้ถึงความสะอาด นึกไม่ถึง ห้องพักที่ สีขาวทำความสะอาดยากๆ เค้าจะจัดการได้ดีเพียงนี้ เอาว่า พื้นสะอาดห้องสะอาด ผมก็ดีใจแล้ว แต่ มาถึงเห็นหมอนขาวๆผ้าห่มขาวๆ มันอดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้นมาห่มทันที 






ผมใช้เวลา ช่วงเย็นๆ ออกมาเดินเล่น สบายๆ เดินไปยิ้มไปพร้อมกับสายลม สายลมบางๆทำให้ย้อนคิดถึงเพื่อนคนนึงที่ผมสนิท เพื่อนคนนั้นเกือบได้มาพักที่นี่ ก่อนเค้าเสีย สายลมบางๆทำให้ผมคิดถึงทุกวินาทีอีกครั้ง ตาที่มองวิวรอบๆ ดันเริ่มมีน้ำใสๆไหลออกมา อย่างที่เราไม่ได้ตกลงกัน ความคิดถึง ไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ก็ ยังคงคิดถึง ....หลับให้สบายนะ ดีบุก เพื่อนคนนี้ยังคงไม่ลืม ไม่ซิไม่มีวันลืม....



ระหว่างรอคอยรับประทานอาหารเย็น ผมกลับเข้าที่ห้องพัก นั่งพักเบาจากการเหนื่อยล้า ของวันนี้  ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ และเตียงนุ่มๆ ทำเอาผมเผลอหลับไปอย่างไปรู้ตัว แม้ผมจะใช้เวลานอนเวลาผ่านไปไม่นาน แต่ เมื่อตื่นกลับรู้สึก มีความสุข อย่างบอกไม่ถูก 



 ช่วงเวลารอทานอาหาร แม้เป็นเวลาไม่นาน แต่ก็ทำให้ผมได้มีโอกาส ตามสายลมไปพบกับวิวสววๆที่อริสโต  มุมมองสบายๆแบบนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้วทำไมหลายคนมาที่นี่ถึงเผลอใจไปกับเค้า



มุมห้องอาหาร มีหลากหลายให้เลือกว่าเราจะนั่งมุมไหน ใครชอบ บรรยากาศส่วนตัวก็มีด้านบน ให้เลือก สามารถนั่งคุยกัน เป็นส่วนตัวได้สบายๆ ส่วนใครชอบ วิวและเปิดรับอากาศเย็นๆ ผมแนะนำด้านนอก สามารถมองวิว และนั้งเม้าส์กันได้ อย่างสุขใจ 



ช่วงเวลาไม่นาน อาหารหลากหลายก็ ทยอยเข้ามา ผมขอหยิบรายการอาหาร ที่เด่น ซักสามอย่าง ที่ผมชอบ  เรื่องรสชาติคงไม่ขอพูด ได้แต่กระซิบบอกทางนี้ละกัน ว่าอย่าพลาดโดยเด็ดขาด 




คืนนั้นอากาศเหมือนเป็นใจ แม้ผมจะไปหน้าร้อน ความเย็นก็ยังมีอยู่รอบๆตัว ค่ำคืนนี้ เหมือนทุกอย่างพร้อมลงตัวให้กับผม อากาศ ท้องฟ้า และความงดงาม สามอย่างที่ลงตัวเสียเหลือเกิน



เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก ผมถ่ายรูปไป เรื่อยๆ ก็ไม่วายเงยหน้ามองพระจันทร์ไปด้วย อาจจะคงเป็นเพราะแสงของพระจันทร์คืนนี้สว่างกว่าคืนไหนๆที่ผ่านมา แสงสว่าง แม้ไม่เยอะมากมาย แต่ก็ทำให้ คนใต้แสงจันทร์ อย่างผม มีความสุข  ที่ได้เห็นภาพสวยๆในคืนอันมืดมิด




 ก่อนจะนอนผมมีโอกาส ได้ไปชมห้องพักอื่นๆ ห้องพักที่สวย ไม่แพ้กับห้องที่ผมพักเลย


เช้าวันใหม่ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความสดใส คงเป็นเพราะเมื่อคืนได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม 



อาหารเช้าของผม เป็น ข้าวต้มหมูสับ รสชาติบอกเลยว่าผ่านครับ ยิ่งได้มาทานด้านนอก มองวิวสวยๆด้วยแล้ว ทำให้อาหารเช้าของผมวันนี้ เป็นวันที่มีความสุขที่สุดอีกวันหนึ่งเลย



เช้านี้ผมไม่พลาด แวะไปชมแกะ ที่ด้านหน้าทางเข้ารีสอร์ท เสียดายน้องแกะ ยังไม่ตื่นดี อาจจะเพราะยังเช้าอยู่ แต่แอบมองกะกลุ่มนี้แล้ว พาลอิจฉา เค้าคงมีความสุขมากๆ แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่นอนสบายแบบนี้ 


ช่วงบ่าย ผมมีเป้าหมาย ณ ที่แห่งนี้ นั้นก็คือ ฟาร์มอัลปาก้า นั้นเอง



สำหรับที่นี่ จะมีอัลปาก้าเยอะที่สุดในประเทศไทยนะครับ และมีพ่อพันธ์ ตัวละ4ล้านบาท ให้เพื่อนได้เข้าไปสัมผัสด้วยครับ สำหรับใครที่ชอบ สัตว์อื่นๆ ก็มี สัตว์อื่นๆ ให้ชมแบ่งเป็นโซนๆอีกครับ สำหรับผมที่ มาเที่ยวที่นี่ครั้งแรก บอกเลยครับว่าประทับใจมาก  ประทับใจกับการบริการครับ ดีจริงๆ





ตกเย็น ผมก็มานั่งพักเหนื่อย และก็ มาพูดคุยกันในหมู่เพื่อนๆ บริเวณนี้ กันครับ หลายๆเรื่องเราต่างขุดขึ้นมาคุยกัน มาขำกันตลอด 



สุดท้าย ต้องขอบคุณ อริสโต รีสอร์ท ที่ทำให้ผม รู้ว่า มีที่แห่งหหนึ่ง ที่ มีความสุข ความรัก และโรแมนติกอยู่ในนี้ ถึงเวลากลับ ผมชักเสียดาย ถ้าคราวหน้ามีเวลา และมีโอกาส ผมไม่พลาดแน่ๆครับที่กลับมา ใหม่ 

     ข้อดี 
  1. ที่พัก สวย ราคาไม่แพงมาก
  2. วิวดีครับ อากาศสดชื่น
  3  อาหารเช้าเพิ่มได้ ฟรี  (บางทีคิดเงินและไม่ยอมให้เพิ่ม)
  4  ใกล้ แหล่งท่องเที่ยว หลายๆจุด 
  5  อาหาร อร่อยครับ และราคาพอใช้ได้
    
     ข้อเสีย
 1. เรื่องแมลง ซึ่งผมมองว่าเป็น เพราะหน้าร้อน มากกว่า
2  อากาศ นอกจากตอนเช้า และใกล้ๆเย็น อากาศถึงดี ถ้ากลางวันนี่ร้อนมากครับ 
3  การบริการ ยังไม่เต็มร้อย อาจจะต้องรอให้เข้าที่กว่านี้  
4  ห้องพัก เต็มตลอด ทำให้กว่าจะได้ห้องใกล้ๆกันหรือ ใครที่จองเยอะๆ กว่าจะได้มาด้วยกันอาจจะช้า
 5  มีบางจุด ยังสกปรก อยู่ครับ เป็นแค่บางจุด แต่ผมไ้ดบอกกับทางพนักงานไปแล้วครับ ให้ปรับปรุงด้วย