เช้าวันที่ สอง ที่โตเกียว เช้าวันนี้ผมตื่นแต่เช้าเพื่อออกไป ยังต่างเมือง
...จุดหมาย ของผมในวันนี้เป็น เจดีย์แดง(Chureito Pagoda) และไปต่ออีกเมือง เพื่อชมทุ่งลาเวนเดอร์ในหน้าร้อน ที่เมือง kawaguchiko 

สำหรับใครพลาดรีวิวแรก เมือง kawagoe สามารถติดตามได้ที่


ติดตามรีวิว ได้ที่ 
ติดตามแฟนเพจ 

สำหรับการเดินทาง ผมก็ใช้ pass jr tokyo wide pass เหมือนเดิมครับ เพราะเป็นpass ที่ช่วยให้การเดินทาง รวดเร็วแล้ว ง่ายขึ้นมากกก



การเดินทางที่ญี่ปุ่น ไม่ยากเลยครับ รถไฟตรงเวลามากก และที่สำคัญ รถไฟค่อนข้างรวดเร็วทำให้การเดินทาง ไปแต่ละจุดหมาย สะดวกและง่ายครับ


ไม่นานผมก็มา Chureito Pagoda
ลงที่สถานี Otsuki >> ลงสถานี Otsuki เปลี่ยนขึ้นรถไฟสายเอกชน Fujikyu  >> แล้วลงสถานี Shimoyoshida (ก็จะถึงจุดชมวิว Chureito Pagoda)


สำหรับการเดินทาง จะเดินหรือ หาจักรยานเช่าปั่นไปก็ได้นะครับ แต่ ผมเลือกเดิน 555


ถ้าใครชอบเดินก็เดินมาไม่ไกลจากสถานีครับ ก็ถึงทางขึ้น  Chureito Pagoda


อาจจะเป็นโชคดีของวันเวลา ที่ผมมาช่วง ใบไม้สีแดงพอดี  ทำให้เส้นทางการเดินขึ้นไปด้านบนสวยงามตลอดทาง



เจดีย์ชูเรโตะ(Chureito Pagoda) เป็นเจดีย์ห้าชั้นบนเนินเขาที่สามารถมองเห็นเมืองฟูจิโยชิดะ(Fujiyoshida City) และภูเขาไฟฟูจิในระยะไกลได้อย่างชัดเจนและงดงาม เจดีย์นี้ตั้งอยู่บนศาลเจ้าอาราคุระเซนเกน(Arakura Sengen Shrine) ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสันติภาพปี 1963




ผมเดินไปเรื่อย อินกับบรรยากาศรอบตัว ไม่รู้เบื่อ  ไม่นานก็มาถึงวิว เจดีย์ชูเรโตะ(Chureito Pagoda) ด้านบน ...ความสวยคงมาพร้อมกับสายลมเป็นแน่แท้ เมื่อลมกระทบบนใบหน้า เสียงของร้องของนกและแมลงรอบๆด้าน มันทำให้ ผมมีความสุข บนที่แห่งนี้เสียจริงๆ



วิวเมืองรอบๆ ช่างสวยงามราวภาพวาด หากวันนึ้ผมมีพู่กัน ผมอยากจะหยิบมันมาวาด รูปภาพเหล่านี้เก็บเอาไว้ในความทรงจำ


แม้ผมจะมีเพียงเวลาไม่นาน และวันนี้ก็ยังเป็นวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ ที่ทำให้ผมไม่ได้แม้แต่เห็น ภูเขาไฟฟูจิ ที่งดงามก็ตาม แต่ มันก็ยังเป็นช่วงเวลาที่ผม มีความสุขอีกทีนึงที่ผมมาเที่ยวที่โตเกียวแห่งนี้


Kawaguchiko

การเดินทางต่อมาที่ kawaguchiko ไม่ยากครับ เพียงนั่งรถไฟ jr กลับมาที่สถานี kawagychiko ได้เลย 

การเดินทางรอบทะเลสาบคาวากุจิโกะ

ที่หน้าสถานีรถไฟ เดินออกมาจะเจอที่ขายตั๋วรถ โดยจะมี 2 สาย คือ “Red-Line”(รอบทะเลสาบ Kawaguchiko) และ “Green-Line” (ไปทะเลสาบ Saiko) สำหรับคนที่จะขึ้นรถบัสหลายๆ รอบก็มีพาส Sightseeing Bus ให้ใช้เที่ยวใน 2 วัน (ราคา 1,500 เยน) 


โดย ช่วงที่ผมมา มีงาน เทศกาลดอกลาเวนเดอร์พอดี ครับ  จุดแรกที่ผมแวะ คือที่ “Kawaguchiko Herb Hall”


พอมาถึงผม ขอ ซื้อของกินก่อนนะครับ เพราะหิวมากกกก และ “Kawaguchiko Herb Hall” ก็ยังมีจุดแวะให้ซื้อของกินเพียบเลย 



พอทานอิ่มแล้วผมก็มาเดินชม วิวสวยๆๆรอบทะเลสาป


ลาเวนเดอร์ ที่ขึ้นสวยงาม ทำให้ บรรยากาศ โดยรอบ สวยเลยทีเดียว



Kawaguchiko Konohana Museum

จุดหมายปลายทาง ของที่ kawagychiko อีกที่ที่ไม่ควรพลาด คือที่ Kawaguchiko Konohana Museum ภายในจะมีของขายและมีพิพิธภัณฑ์ ให้ชมด้วยนะครับ


หากใคร ชอบน้องแมวตัวนี้ ก็แวะ เข้ามาชมได้ นะครับ แถมยังมีของฝากให้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนะ


ถ้าเราออกมาจาก Kawaguchiko Konohana Museum แล้ว ลองแวะเดินมาด้านหลัง จะมีจุดชมวิวสวยๆด้วยนะ 


Kawaguchiko Music Forest Museum

สำหรับใครที่หลงรักในเสียงเพลง กล่องดนตรี ก็ลองแวะมาที่ Kawaguchiko Music Forest Museum นะครับ และจัดแสดงกล่องดนตรีสวย ๆ ไว้มากมายทั้งยังมีไฮไลท์เป็นการแสดงเพลงบรรเลงทุก ๆ 30 นาทีที่ห้อง Dance Organ




ที่นี่นอกจากเสียงเพลง ที่ลอยเพราะตลอดเส้นทางแล้ว ยังมี ดอกไม้ที่ ส่งกลิ่นหอมตลอดรอบๆเสียด้วย


Mt.Fuji Panorama Ropeway

จุดสุดท้ายของทริปนี้ ที่ ผมขึ้นไปชมวิว ที่จุด หมายเลข 11 ของรถบัส จุดนี้จะเป็นจุดที่เราสามารถขึ้นกระเช้า Rope Way ไปชมวิวสวยๆได้ครับ


ด้านบนจะมี ตัวละคร ของเรื่องเล่า ของกระต่ายกับทานุกิ อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องเล่านิทานชื่อดังของเมืองนี้


ด้านบนยังสามารถ มองเห็นวิวสวยๆได้อีก ด้วย


สุดท้าย ผมได้ปิดทริป ที่ kawaguchiko ได้อย่างตั้งใจ แม้คราวนี้จะมาเที่ยว อาจจะได้ไม่ครบหมด แต่ผมก็ประทับใจไม่น้อยเลย

ก่อนกลับไปถึงโรงแรม ผมแวะมาเที่ยว ที่วัดวัดอาซากุสะ ในยามค่ำคืน เพราะ คิดว่าถ้ามาช่วงกลางวัน จะค่อนข้างเต็มไปด้วยคน


และก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ เพราะมาถึงก็ไม่มีคนจริงๆ


ทำให้ ได้ชมความงดงามของวัดได้ อย่างสบายๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย


หากใครชอบวัดอากากุสะ แห่งนี้ แล้วยังไม่ได้มีโอกาสมาเที่ยว ช่วงกลางคืน ผมอยากให้ลองแวะมาเที่ยวด้วยนะครับ อาจจะเห็น แสงสี กลางคืนที่สวย ไปอีกแบบก็ได้

สุดท้าย โตเกียว ยังมีอะไรให้เที่ยวอีกมากมาย รับรองถ้ามีเวลาหรือหาตั๋วได้ถูกๆ คุณจะคุ้มค่าในการเดินทางมาเที่ยวที่นี่แน่ๆๆ


สวัสดี JAPAN

นี่คงเป็นคำทักทาย เริ่มต้นของการเดินทางทริปนี้  ปกติการเดินทาง มาเที่ยว ญี่ปุ่น ต้องหาช่วง สวยๆของเค้า เช่น ซากุระ ใบไม้แดง หรือ ตอนอากาศหนาวๆหิมะตก แต่น้อยคนนักที่จะมาช่วงหน้าร้อน 

และข้อดีของการเดินทางมาเที่ยว ญี่ปุ่นหน้าร้อน คือ ค่าตั๋วถูกนั้นเอง ทริปนี้ ผมเลยหยิบกระเป๋าออกเดินทางอย่างไม่ลังเล กับค่าตั๋ว ไปกลับ ไม่เกิน6500 บาท ของ นกสกูต 


เมื่อเรามาถึงสนามบิน สิ่งแรกที่ ผมซื้อก็คือตั๋ว การเดินทางครับ ใด้วยผมวางแผนไว้ว่าจะเที่ยวนอกเมือง เลยทำให้ ซื้อ jr tokyo wide pass ราคาอยู่ที่ 10,000 เยน ครับ 

ฝากติดตามรีวิวอื่นๆได้ที่ 
ติดตามเพจได้ที่ 





เมื่อมาถึงโตเกียว ที่แรก ในวันแรก ผม ก็ ขอออกไป ใกล้ๆ เมืองก่อน ที่ เมือง ลิตเติ้ลเอโดะ หรือ Kawagoe การเดินทางมา เที่ยวที่นี่ไม่ยากเลยครับ เพราะจุดหน้าสถานีจะมี หนังสือแแผนที่ และ เส้นทางรถเมล์ บอกให้เรียบร้อย แทบไม่ต้องกังวล และสถานที่แต่ละจุดห่างกันไม่มากการเดินทาง เลยง่ายมาก สำหรับคนมี pass ก็ ง่ายมาก แต่ถ้าคนไม่มี pass ก็ แนะนำ


รถไฟ สาย Tobu Tojo Line

วิธีการเดินทาง ขึ้นรถไฟสาย Tobu Tojo Line ที่สถานี Ikebukuro ไปลงยังสถานีคาวาโอเอะ หรือ Kawagoe-Shi ให้ขึ้นขบวน Express จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

สำหรับ รถ ภายในเมืองมีราคาเหมาอยู่ ที่ 300 เยน นะครับ เครดิต ภาพ http://koedo.or.jp



เมื่อลง สถานี มา ก็ สามารถช้อปปิ้ง ซื้อขนมต่างๆได้เลยครับ มีของกินให้เลือกทานมากมาย


ศาลเจ้าฮิกาวะ(Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine)

จุดหมายแรก ของเรา คือ ศาลเจ้าฮิกาวะ(Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine) ที่เป็นศาลเข้าดัง ที่เมืองคาวาโกะเอะตั้งอยู่ โดยคนนิยมมาที่ศาลเจ้าฮิกาวะเพื่อขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ ความรัก การแต่งงาน โดยจะมีเครื่องรางเป็นรูปปลาสีชมพู ปลาสีแดง


เมื่อเข้ามาด้านใน บรรยากาศ สงบ แถมยังมีเครื่องรางต่างๆ ประดับไว้เต็มวัดเลย



หากใคร อยากมาขอพรเรื่องต่างๆ ผมว่าไม่ควรพลาดที่จะมา เที่ยวที่วัดแห่งนี้นะครับ



ผู้คนต่างหยิบเรื่องราวที่ทุกข์ใจ หรืออยากได้มา เรียงร้อยขอพร กัน มากมาย ที่วัดแห่งนี้


หากมีโอกาส ที่ใครได้มาเยือน ที่ ศาลเจ้าฮิกาวะ (Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine) รับรองว่าต้องได้รับความสบายใจ กลับไปแน่นอน







ช่วงหน้าร้อน แม้ที่ญี่ปุ่นจะร้อนไม่มากนัก แต่ผมกลับชอบหน้าร้อนที่ ญี่ปุ่นนะครับ เพราะอาจจะด้วยความสบายๆ ของที่นี่ และผู้คน เป็นกันเองบ้านเมืองเป็นระเบียบด้วยทำให้ การเดินทางรอบๆ เมือง ของผมเป็นความสบายใจ ตลอดทริป


หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว ผมเดินเล่นตลอดเล่นทาง ก็มาถึงย่านเมืองเก่า ของที่ คาวาโกเอะ (Kawagoe) ย่านนี้ทำให้รู้สึกเหมือน ย้อนเวลากลับไปในสมัยก่อนจริงๆ


ที่เมืองนี้ยังมีสัญญาลักษณ์ ที่น่าสนใจ คือ หอระฆัง เก่าของเมือง หอระฆัง Bell of Time หรือเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Toki no kane 時の鐘 เป็นหอระฆังที่สร้างขึ้นตามคำสั่งของ Sakai Tadakatsu ระหว่างปี 1624 และ 1644 โครงสร้างปัจจุบันนั้นสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปี 1894 หนึ่งปีให้หลังจากเหตุการ์ณไฟไหม้ครั้งใหญ่ของคาวาโกเอะ เป็นอาคารสามชั้นสูง 16 เมตร หอระฆังนี้ทำหน้าที่บอกเวลามายาวนานกว่า 350 ปี และเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จะสามารถได้ยินเสียงระฆังสี่ครั้งต่อวัน (เวลา 06:00, 12:00, 15:00, และ 18:00)



หากเข้ามาด้านใน ยังเจอ ศาลเจ้าเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในอีกด้วย




นอกจากบ้านเรือนที่ สวยงาม  ทำให้เราย้อนวัยไปสมัยเอโดะแล้ว ร้านค้าต่างๆก็ ยังดูน่าสนใจ ไม่น้อย





สำหรับผม นอกจากการเดินเล่นถ่ายรูปแล้ว ยัง ฟินไม่น้อยกับการช้อปปิ้ง อีกด้วย เพราะร้านค้าต่างๆก็ มีสินค้าน่ารักให้เราเลือกกันมากมาย


จุดน่าสนใจอีกจุดหนึ่งที่ ไม่ควรพลาด คือ starbucks ที่เมือง kawagoe เป็นร้าน starbucks ที่ได้รับการออกแบบร้าน มาให้เข้ากับบรรยากาศของเมืองนี้เลย แถมภายในร้านยังกว้างและใหญ่มากครับ ใครที่รักกาแฟ หรือชา ของร้านนี้ ก็ไม่ควรพลาดนะครับ


ผมเดินเล่นไป เรื่อยๆบังเอิญ เจอร้านนี้ครับ แหล่งรวมคิตตี้เลย สำหรับ สาวๆ หรือเด็กๆ คงต้องหลงรักร้านนี้แน่ๆ เพราะ ภายในร้านเต็มไปด้วยคิตตี้ มากมายจริงๆ







มาดื่ม น้ำพร้อม แช่ น้ำร้อนฟรี แล้วชิวๆ กันดีกว่า 


ร้าน Tsubaki no Kura

สำหรับใครเมื่อยชา ผมแนะนำมาที่ร้านนี้นะครับ หาไม่ยาก หรือสามารถเอารูปให้คน แถวๆนั้นดูได้ครับ เดียวเค้าจะบอกทางมาเอง 


ภายในร้านมีของขายมากมาย ให้เราเดินไปด้านหลังร้านได้เลย ครับ 


เมื่อเข้ามาจะเป็นสวน น่ารักน่ารัก แต่... เขาจะเปิดเป็นช่วงเวลานะครับ และ ใครจะมานั่งต้องสั่ง น้ำซักแก้วนะครับ


ถ้าสั่งเครื่องดื่มแล้ว ก็สามารถนั่งแช่ขาฟินๆ ได้เลยยาวๆ ยิ่งหากมาหน้าหนาวแล้วละก็ คุ้ม มากมาย


นอกจากที่เที่ยว ที่ผมแนะนำมาแล้ว ก็ยังมีวัดๆสวยๆอีกมากครับ สามารถเดิน เล่นตามแผนที่ไปได้เรื่อยๆเลยครับ 



เดียวๆๆ ก่อนจะออกจากเมือง kawagoe ผมจะบอกว่า นอกจากย่านเมืองเก่า ที่ เมือง kawagoe ยังมีแหล่งช้อปปิ้ง สำหรับวัยรุ่นอีก ด้วยนะ มีทั้งของกิน เสื้อผ้า ของต่างๆให้เลือกเพียบ


ร้านอาหารมีให้เลือกเยอะมาก เลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว และที่สำคัญ ราคาถูกมากก พวกราเมง นี่มีโปร ไม่ถึง พันเยน เลยครับ แถมได้สองจานด้วย ถ้าไปสองคน ก็แบ่งกันทานเลยครับ เพราะผมเชื่อว่าคนเดียวทานไม่หมดแน่นอน



เมื่อเดินเล่นเสร็จแล้ว ผม ก็กลับมาที่พักของที่เมืองโตเกียว ตรง สถานี ueno ที่พัก ที่นี่เป็นแบบ โฮสเทล ชื่อว่า UENO STATION HOSTEL ซึ่งเป็นที่พักราคาไม่แพง แถมมมมม มีออนเซ็นฟรีด้วยนะ (สำหรับที่พัก ผู้ชาย)  สำหรับราคาต่อคืน อยู่ที่ 500 บาท ได้ครับ


ห้องนอนเป็น แคปซูล ขนาดใหญ่ มีโทรทัศน์ด้วยนะ นอนสบายเลยทีเดียว


ใครชอบ ทานน้ำ กาแฟ เบียร์ มีให้หยอดเหรียญด้วย หรือใครซื้ออาหาร เค้าก็บริการไมโคเวฟ กระติกน้ำร้อนก็มี


ที่นอน ดู หนัง ดูละคร ก็มี ให้มานอนพักกันนะครับ หรือใครจะแวะมาอ่านหนังสือ เล่นเกม ที่นั่งก็มีจุดให้ชาร์จไฟด้วยน้าาา


             สำหรับ ทริปนี้ ผมพาไปที่แรก คือเมือง kawagoe เมืองเล็กๆใกล้ๆโตเกียวกันนะครับ เมืองนี้หลายๆคน อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ ถ้าอ่านรีวิวนี้แล้ว ผมอยากให้ ลองมาเที่ยวกันนะครับ เพราะ เดินทางมาง่ายและไม่ไกลจากโตเกียวเลย ผมเชื่อว่าใครได้มาเมืองนี้จะชอบแน่นอนครับ
            ผมขอปิดทริปนี้ไว้แค่นี้ก่อนนะครับ สำหรับ รีวิวหน้า ผมขอ พาไปไกลหน่อย แต่ที่ไหน ยังขออุบไว้นะครับ