สวัสดี JAPAN

นี่คงเป็นคำทักทาย เริ่มต้นของการเดินทางทริปนี้  ปกติการเดินทาง มาเที่ยว ญี่ปุ่น ต้องหาช่วง สวยๆของเค้า เช่น ซากุระ ใบไม้แดง หรือ ตอนอากาศหนาวๆหิมะตก แต่น้อยคนนักที่จะมาช่วงหน้าร้อน 

และข้อดีของการเดินทางมาเที่ยว ญี่ปุ่นหน้าร้อน คือ ค่าตั๋วถูกนั้นเอง ทริปนี้ ผมเลยหยิบกระเป๋าออกเดินทางอย่างไม่ลังเล กับค่าตั๋ว ไปกลับ ไม่เกิน6500 บาท ของ นกสกูต 


เมื่อเรามาถึงสนามบิน สิ่งแรกที่ ผมซื้อก็คือตั๋ว การเดินทางครับ ใด้วยผมวางแผนไว้ว่าจะเที่ยวนอกเมือง เลยทำให้ ซื้อ jr tokyo wide pass ราคาอยู่ที่ 10,000 เยน ครับ 

ฝากติดตามรีวิวอื่นๆได้ที่ 
ติดตามเพจได้ที่ 





เมื่อมาถึงโตเกียว ที่แรก ในวันแรก ผม ก็ ขอออกไป ใกล้ๆ เมืองก่อน ที่ เมือง ลิตเติ้ลเอโดะ หรือ Kawagoe การเดินทางมา เที่ยวที่นี่ไม่ยากเลยครับ เพราะจุดหน้าสถานีจะมี หนังสือแแผนที่ และ เส้นทางรถเมล์ บอกให้เรียบร้อย แทบไม่ต้องกังวล และสถานที่แต่ละจุดห่างกันไม่มากการเดินทาง เลยง่ายมาก สำหรับคนมี pass ก็ ง่ายมาก แต่ถ้าคนไม่มี pass ก็ แนะนำ


รถไฟ สาย Tobu Tojo Line

วิธีการเดินทาง ขึ้นรถไฟสาย Tobu Tojo Line ที่สถานี Ikebukuro ไปลงยังสถานีคาวาโอเอะ หรือ Kawagoe-Shi ให้ขึ้นขบวน Express จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

สำหรับ รถ ภายในเมืองมีราคาเหมาอยู่ ที่ 300 เยน นะครับ เครดิต ภาพ http://koedo.or.jp



เมื่อลง สถานี มา ก็ สามารถช้อปปิ้ง ซื้อขนมต่างๆได้เลยครับ มีของกินให้เลือกทานมากมาย


ศาลเจ้าฮิกาวะ(Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine)

จุดหมายแรก ของเรา คือ ศาลเจ้าฮิกาวะ(Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine) ที่เป็นศาลเข้าดัง ที่เมืองคาวาโกะเอะตั้งอยู่ โดยคนนิยมมาที่ศาลเจ้าฮิกาวะเพื่อขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ ความรัก การแต่งงาน โดยจะมีเครื่องรางเป็นรูปปลาสีชมพู ปลาสีแดง


เมื่อเข้ามาด้านใน บรรยากาศ สงบ แถมยังมีเครื่องรางต่างๆ ประดับไว้เต็มวัดเลย



หากใคร อยากมาขอพรเรื่องต่างๆ ผมว่าไม่ควรพลาดที่จะมา เที่ยวที่วัดแห่งนี้นะครับ



ผู้คนต่างหยิบเรื่องราวที่ทุกข์ใจ หรืออยากได้มา เรียงร้อยขอพร กัน มากมาย ที่วัดแห่งนี้


หากมีโอกาส ที่ใครได้มาเยือน ที่ ศาลเจ้าฮิกาวะ (Musashi Ichinomiya Hikawa Shrine) รับรองว่าต้องได้รับความสบายใจ กลับไปแน่นอน







ช่วงหน้าร้อน แม้ที่ญี่ปุ่นจะร้อนไม่มากนัก แต่ผมกลับชอบหน้าร้อนที่ ญี่ปุ่นนะครับ เพราะอาจจะด้วยความสบายๆ ของที่นี่ และผู้คน เป็นกันเองบ้านเมืองเป็นระเบียบด้วยทำให้ การเดินทางรอบๆ เมือง ของผมเป็นความสบายใจ ตลอดทริป


หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว ผมเดินเล่นตลอดเล่นทาง ก็มาถึงย่านเมืองเก่า ของที่ คาวาโกเอะ (Kawagoe) ย่านนี้ทำให้รู้สึกเหมือน ย้อนเวลากลับไปในสมัยก่อนจริงๆ


ที่เมืองนี้ยังมีสัญญาลักษณ์ ที่น่าสนใจ คือ หอระฆัง เก่าของเมือง หอระฆัง Bell of Time หรือเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Toki no kane 時の鐘 เป็นหอระฆังที่สร้างขึ้นตามคำสั่งของ Sakai Tadakatsu ระหว่างปี 1624 และ 1644 โครงสร้างปัจจุบันนั้นสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปี 1894 หนึ่งปีให้หลังจากเหตุการ์ณไฟไหม้ครั้งใหญ่ของคาวาโกเอะ เป็นอาคารสามชั้นสูง 16 เมตร หอระฆังนี้ทำหน้าที่บอกเวลามายาวนานกว่า 350 ปี และเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จะสามารถได้ยินเสียงระฆังสี่ครั้งต่อวัน (เวลา 06:00, 12:00, 15:00, และ 18:00)



หากเข้ามาด้านใน ยังเจอ ศาลเจ้าเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในอีกด้วย




นอกจากบ้านเรือนที่ สวยงาม  ทำให้เราย้อนวัยไปสมัยเอโดะแล้ว ร้านค้าต่างๆก็ ยังดูน่าสนใจ ไม่น้อย





สำหรับผม นอกจากการเดินเล่นถ่ายรูปแล้ว ยัง ฟินไม่น้อยกับการช้อปปิ้ง อีกด้วย เพราะร้านค้าต่างๆก็ มีสินค้าน่ารักให้เราเลือกกันมากมาย


จุดน่าสนใจอีกจุดหนึ่งที่ ไม่ควรพลาด คือ starbucks ที่เมือง kawagoe เป็นร้าน starbucks ที่ได้รับการออกแบบร้าน มาให้เข้ากับบรรยากาศของเมืองนี้เลย แถมภายในร้านยังกว้างและใหญ่มากครับ ใครที่รักกาแฟ หรือชา ของร้านนี้ ก็ไม่ควรพลาดนะครับ


ผมเดินเล่นไป เรื่อยๆบังเอิญ เจอร้านนี้ครับ แหล่งรวมคิตตี้เลย สำหรับ สาวๆ หรือเด็กๆ คงต้องหลงรักร้านนี้แน่ๆ เพราะ ภายในร้านเต็มไปด้วยคิตตี้ มากมายจริงๆ







มาดื่ม น้ำพร้อม แช่ น้ำร้อนฟรี แล้วชิวๆ กันดีกว่า 


ร้าน Tsubaki no Kura

สำหรับใครเมื่อยชา ผมแนะนำมาที่ร้านนี้นะครับ หาไม่ยาก หรือสามารถเอารูปให้คน แถวๆนั้นดูได้ครับ เดียวเค้าจะบอกทางมาเอง 


ภายในร้านมีของขายมากมาย ให้เราเดินไปด้านหลังร้านได้เลย ครับ 


เมื่อเข้ามาจะเป็นสวน น่ารักน่ารัก แต่... เขาจะเปิดเป็นช่วงเวลานะครับ และ ใครจะมานั่งต้องสั่ง น้ำซักแก้วนะครับ


ถ้าสั่งเครื่องดื่มแล้ว ก็สามารถนั่งแช่ขาฟินๆ ได้เลยยาวๆ ยิ่งหากมาหน้าหนาวแล้วละก็ คุ้ม มากมาย


นอกจากที่เที่ยว ที่ผมแนะนำมาแล้ว ก็ยังมีวัดๆสวยๆอีกมากครับ สามารถเดิน เล่นตามแผนที่ไปได้เรื่อยๆเลยครับ 



เดียวๆๆ ก่อนจะออกจากเมือง kawagoe ผมจะบอกว่า นอกจากย่านเมืองเก่า ที่ เมือง kawagoe ยังมีแหล่งช้อปปิ้ง สำหรับวัยรุ่นอีก ด้วยนะ มีทั้งของกิน เสื้อผ้า ของต่างๆให้เลือกเพียบ


ร้านอาหารมีให้เลือกเยอะมาก เลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว และที่สำคัญ ราคาถูกมากก พวกราเมง นี่มีโปร ไม่ถึง พันเยน เลยครับ แถมได้สองจานด้วย ถ้าไปสองคน ก็แบ่งกันทานเลยครับ เพราะผมเชื่อว่าคนเดียวทานไม่หมดแน่นอน



เมื่อเดินเล่นเสร็จแล้ว ผม ก็กลับมาที่พักของที่เมืองโตเกียว ตรง สถานี ueno ที่พัก ที่นี่เป็นแบบ โฮสเทล ชื่อว่า UENO STATION HOSTEL ซึ่งเป็นที่พักราคาไม่แพง แถมมมมม มีออนเซ็นฟรีด้วยนะ (สำหรับที่พัก ผู้ชาย)  สำหรับราคาต่อคืน อยู่ที่ 500 บาท ได้ครับ


ห้องนอนเป็น แคปซูล ขนาดใหญ่ มีโทรทัศน์ด้วยนะ นอนสบายเลยทีเดียว


ใครชอบ ทานน้ำ กาแฟ เบียร์ มีให้หยอดเหรียญด้วย หรือใครซื้ออาหาร เค้าก็บริการไมโคเวฟ กระติกน้ำร้อนก็มี


ที่นอน ดู หนัง ดูละคร ก็มี ให้มานอนพักกันนะครับ หรือใครจะแวะมาอ่านหนังสือ เล่นเกม ที่นั่งก็มีจุดให้ชาร์จไฟด้วยน้าาา


             สำหรับ ทริปนี้ ผมพาไปที่แรก คือเมือง kawagoe เมืองเล็กๆใกล้ๆโตเกียวกันนะครับ เมืองนี้หลายๆคน อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ ถ้าอ่านรีวิวนี้แล้ว ผมอยากให้ ลองมาเที่ยวกันนะครับ เพราะ เดินทางมาง่ายและไม่ไกลจากโตเกียวเลย ผมเชื่อว่าใครได้มาเมืองนี้จะชอบแน่นอนครับ
            ผมขอปิดทริปนี้ไว้แค่นี้ก่อนนะครับ สำหรับ รีวิวหน้า ผมขอ พาไปไกลหน่อย แต่ที่ไหน ยังขออุบไว้นะครับ





อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ

 เช้าวันที่สอง ที่ สกลนคร ผม มาเที่ยวที่ อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ ก่อนเป็นที่แรก ผมแนะนำ การมาเที่ยวที่นี่ให้มาเช้าๆ หรือไม่ก็เย็นๆ ไปเลย จะได้ไม่ร้อนมาก ที่ อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ ยังมีจักรยานให้ เช่าปั่นด้วยนะครับ เพราะภายในตัว อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ ค่อนข้างกว้างเลย




อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับบึงหนองหาน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2553 เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมบัวพันธุ์ต่างๆ และรองรับการประชุม วิชาการบัวนานาชาติปี พ.ศ.2553 ที่จัดขึ้นที่วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร


วันเวลาเปิดทำการ จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. เสาร์ – อาทิตย์ เวลา 8.30 – 18.00 น.



สำหรับใครชอบบรรยากาศ สวยๆ ที่ รายล้อมไปด้วยดอกบัว สวยๆ ไม่ควรพลาดที่นี่เลยจริงๆครับ


นอกจาก บริเวณ บึงบัวแล้ว รอบๆ อุทยานยังมีที่สวยๆ ให้เราถ่ายรูปเล่นกัน อีกมากมาย แต่ผมแนะนำว่าให้เช่าจักรยาน ปั่นเล่นไปด้วยดีกว่า จะสนุกกว่า


ปัจจุบันอุทยานบัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
1.ส่วนรวบรวมพันธุ์บัว เป็นการรวบรวมพันธุ์บัวทั้งในและต่างประเทศทั้งหมด 34 สายพันธุ์ เช่น บัวกระด้ง บัวสาย บัวผัน-เผื่อน และบัวฝรั่ง รวบรวมไว้ในรูปแบบสระบัวบนพื้นที่ 10 ไร่ โดยมีทางเดินเชื่อมต่อกันที่สามารถเดินลงไปชมบัวได้อย่างใกล้ชิด
2.ส่วนแสดงพันธุ์บัว โดยนำบัวพันธุ์จำนวน 74 สายพันธุ์มาจัดโชว์บนกระถาง เพื่อให้ผู้สนใจได้ใกล้ชิดกับบัว มากขึ้น
3.ส่วนนิทรรศการ ได้จัดแสดงไว้ในชั้นล่างของอาคารวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นนิทรรศการความรู้ และความเป็นมาของบัว พันธุ์ต่าง ๆ เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าได้เป็นอย่าง


หากใคร มากับแฟน หรือคู่รัก ผมว่าเหมาะกับที่นี่ เลย ถ้าได้อากาศดีดียามเย็นหรือยามเช้า ปั่นจักรยาน เล่นเรื่อยๆ แล้วมานั่งริมน้ำ คงจะฟินกันไม่น้อย สำหรับที่ บึงบัวแห่งนี้ ผม ขอให้เป็นสถานที่ที่ พลาดไม่ได้ เลย หากมาเที่ยวสกลนคร