TRAVEL


ล่องเรือเรือยอร์ช หรูที่ภูเก็ต 
Passion Catamaran

ปกติการเดินทางมาเที่ยวที่ภูเก็ต มักจะเป็นการเดินทาง แบบกิน เที่ยว ช้อป และนอนชิวๆ ที่โรงแรมริมทะเล แต่ถ้าหาก วันนึง มีทริปการเดินทางที่ทำให้เพื่อนๆ ไปพบโลกอีกใบนึงที่ ไม่เหมือนการเดินทางเดิมๆ ที่เคยผ่านมา คงไม่แปลก หากเราจะลองไปในทริปนี้กัน 



การเดินทาง ทริปนี้ เริ่มที่ สนามบินดอนเมือง ที่สายการบิน นกแอร์ สายการบินที่เดินทางทีไร อุ่นใจทุกที 





เมื่อมาถึงภูเก็ตแล้ว ผม ตรงมายังที่ท่าเรือYacht Haven Marina เพื่อขึ้นเรือ 
สำหรับ ท่าเรือจะอยู่เลยสนามบินภูเก็ตไปทางพังงา กำหนดออกอยู่ที่ 12:00 น. และกลับเข้าฝั่งถึงเวลาประมาณ 19:30 น. แต่อยากให้เผื่อๆเวลาไปถึงท่าเรือซัก 11:30 น. เผื่อมาเก็บภาพสวยๆ แถวๆๆท่าเรือกัน

บริเวณท่าเรือ แม้จะร้อนแค่ไหน แต่ มุม สวยๆก็มีให้เก็บถ่ายรูปเพียบเลย


     เรือ Passion Catamaran เรือลำนี้มีขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 34 เมตร ขนาดเรือ 111 ฟุต เรียกได้ว่าเป็น เรือยอร์ช  ที่ใหญ่ที่สุด ใหม่ที่สุด และ หรูที่สุดในตอนนี้เลย สำหรับ บนเรือมีความกว้างขวาง 

อาหาร + เครื่องดื่ม
จะมีอาหาร ให้เรา เป็นแบบ บุฟเฟ่ต์จัดเต็ม ในมื้อกลางวัน และ ช่วงเย็นจะเป็น สเต็ก ที่จัดมาพร้อมชมตะวันตกดิน กลางทะเล ดื่มด่ำกับบรรยากาศ สวยๆ และสำหรับ เครื่องดื่ม ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถ สั่งได้ตลอดเวลา Free Flow Soft Drink ตลอดทริป สั่งได้ไม่อั้นนะครับ แต่ ถ้าเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อันนี้ต้องซื้อบนเรือ และมีกฎจะไม่ขาย ตอนเรืออยู่ในเขต อุทยานครับ



บนเรือ Passion Catamaran มีมุม สวยๆมากมาย สำหรับใคร ชอบถ่ายรูปรับรอง ได้ถ่ายรูป สนุกแน่นนอนครับ แถมมีมุม ฉากหลัง สวยๆ ตลอดเส้นทางอีก





สำหรับใครที่อยากมา ปาร์ตี้ สังสรรค์ นัดชิว ผมก็ แนะนำมา มานั่งดื่ม ชิวๆ ด้านบนของเรือนะครับ นอกจากจะส่วนตัวแล้ว ยังรับลมเย็นๆ สบายอีก 


ด้านหน้าเรือ จะมีเบาะขนาดใหญ่ให้เรา มานั่งชมวิว หรือ มานอนเล่นได้ ครับ และแถม มุมนี้ยังมาถ่ายรูปได้สวยอีก



ท้องฟ้า

ทริปนี้คงเป็นความโชคดีที่เจอแต่ท้องฟ้าสดใส ทำให้ การเดินทางคราวนี้ มีความสุขไปกับท้องฟ้าและทะเล



หากจะให้ พูดถึงความสุข คงไม่ต้องพูดออกมาเยอะมากมาย แต่เพียงอยากให้ เห็น รอยยิ้ม สดใสที่มีความสุข ... ก็จะรับรู้ได้ว่า ทริปแบบนี้ มันเติมสุขให้มากเพียงใด



กิจกรรม บนเรือ
จะมีกิจกรรมตลอดเวลา ที่เราอยู่บนเรือ ไม่ว่าจะจอดแวะให้เล่นน้ำตามจุด และที่สำคัญ เรือลำนี้มีสไลเดอร์ แพดเดิ้ลบอรด์ แฮมม๊อคแพยางลอยน้ำ อุปกรณ์ดำน้ำ เสื้อชูชีพพร้อม ให้เราเล่นได้ 




และแล้ว หลังจากทานอะไรเสร็จ มาต่อที่กิจกรรม พิเศษ พายเรือคายัค ที่เกาะห้อง ชมความสวยงามของเกาะแห่งนี้ 


การพายเรือไปอย่างช้าๆ ชมความงดงามของเกาะต่างๆ ทำเอาทริปนี้ ก่อเกิดความประทับใจอย่างบอกไม่ถูก


เรือลำน้อยของผม ได้เลาะลัดไปตามถ้ำเล็กถ้ำน้อย เวลา เหมือนหยุดนิ่งท่ามกลาง ป่าไม้และท้องทะเล การเดินทางโดยทางเรือ ทำให้ผมได้เห็นโลกใบใหม่อีกใบนึง ที่สวยงาม



เมื่อเสร็จจากการพายเรือรอบๆ กับกิจกรรมพาเที่ยวเกาะห้องแล้ว ก็กลับมาทำกิจกรรมบนเรือที่แสนชิว คือถ่ายรูป สนุกๆบนเรือ นั้นเอง




สำหรับบนเรืออย่างที่ผมบอก มุมถ่ายรูปเยอะมากกก ไม่แปลกใจ ที่ใครๆ ต่างก็ชอบแวะมาถ่ายรูปสนุกๆกัน


เขาตะปู (เกาะเจมส์บอนด์)

จุดสุดท้ายของทริป เราได้มาเที่ยวที่เขาตะปู ที่เขานี้มีจุดน่าสนใจหลายจุด ทั้งเขาตะปูและ เขาผิงกัน ที่สามารถแวะมาถ่ายรูปกันได้



แม้จะมีเวลาที่บนเกาะนี้ไม่นานนัก แต่ก็ สามารถเดินเล่น ชิวๆ และหามุมถ่ายรูปชิคๆได้ หลายจุดเช่นกัน



ปิดท้ายการเดินทาง บนเรือ Passion Catamaran กับวิวท้องทะเลยามเย็น




ดื่มด่ำกับ บรรยากาศที่ สวยงามของท้องทะเลไทย ความงดงามที่ ทำเอาหลงไปกับ เขา 





หากการเดินทาง มีเริ่มต้น ย่อมมีสิ้นสุดเสมอ แต่แม้การเดินทางจะสิ้นสุดแล้วก็ตาม แต่ความทรงจำก็คงอยู่หมุนวนกับตัวเราเสมอ





แสงยามเย็น ที่ทำเอาสะกด ความงามของที่นี่ไว้อย่างดี




อากาศเริ่มมืดลง ดนตรีบนเรือได้ขับกล่อม 




ผู้คนบนเรือต่างออกมาเต้น ในท่วงทำนอง สนุกๆบนเรือแห่งนี้ เป็นการส่งท้าย





สำหรับทริปนี้ เป็นเหมือนการเดินทางที่ทำให้ ผม ประทับใจมาก อีกทริปนึง หากมีเวลาได้กลับมาอีกครั้ง ผมคงไม่รอช้า ที่จะได้ มาเดินทางในทริปแบบนี้




ขอส่งลาด้วย ภาพสวยๆ ของการเดินทางนะครับ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้า










Kingston คู่หู นักเดินทาง 

High Endurance microSD Card


ทุกครั้งเวลาเดินทาง ผมมักจะ หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปบ่อยมาก และ ภาพเหล่านี้มักจะถูกบันทึกเอาความทรงจำของผมไปสู่ แหล่งบันทึกข้อมูล นั้นก็ พวก microSD Card 







        และแน่นอน ทุกครั้งก่อนจะถ่ายรูป ผมต้องมั่นใจ ใน microSD Card ของผมว่าจะไม่ทำให้ข้อมูลผมสูญหาย หรือ ทำให้การบันทึกรูปภาพต่างๆช้า ยิ่งไลฟ์สไตล์ของผมด้วยแล้วละก็ ยิ่งเป็นคนที่ชอบใช้ microSD Card ใน กล้อง มือถือ และอุปกรณ์ อื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นการเลือก microSD Card ก็ต้องคิดหนักเลยทีเดียว 




             การ์ด microSD High Endurance จาก Kingston ก็ ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกนึงของผมที่ ผมใช้ออกมานาน เพราะ ทนต่อการใช้งานที่เน้นการเขียนข้อมูลมาเป็นพิเศษ และสามารถเปิดเล่นไฟล์ Full HD 1080p บันทึกได้ทุกช่วงเวลาสำคัญที่จำเป็น ที่สำคัญ การ์ด microSD นี้ออกแบบและทดสอบมาสำหรับการใช้งานที่สมบุกสมบัน ทนทานเพียงพอที่จะป้องกันตัวไดร์ฟจากอุณหภูมิที่รุนแรง แรงกระแทก น้ำและรังสีเอกซ์  เรียกว่า คุ้มค่าเลย สำหรับ คู่หู่นักเดินทาง 






สำหรับ อีกตัวนึง ที่ ขาดไม่ได้สำหรับนักเดินทาง เลยครับ
ผมแนะนำ 

MobileLite Duo 3C





Kingston MobileLite Duo 3C คือการ์ดรีดเดอร์ microSD ที่ใช้งานได้ดีกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีพอร์ต USB Type-C รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้พอร์ต USB Type-A จึงสามารถโอนไฟล์และภาพถ่ายได้รวดเร็ว 



เรียกว่า จะใส่หนังเพื่อเก็บไว้ดู ตอนเดินทาง หรือ จะใส่รูปถ่าย หรือจะเก็บภาพถ่ายต่างๆ ไว้ก็สามารถทำได้ ทันที ยิ่งสำหรับคอนักเดินทาง แล้วละก็ คุ้มฟินเวอร์ แถมจะโอนถ่ายอะไรก็ง่ายมาก




ถ้าสนใจ ลองเข้าไป ดูข้อมูล รายละเอียดได้นะครับ 

รีวิวนี้ เป็นตอนต่อที่ สอง ของการมาเที่ยว โอซาก้า ของผมนะครับ
สำหรับรีวิวแรก รับชมได้ที่ https://www.yhibklong.com/2019/05/nara.html




เช้าของวันที่สองของการเดินทาง ผม ออกจากที่พัก ตอนตี 5 กว่าๆ เพื่อออกไป ดู

 ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle, 姫路) กันนะครับ


 สำหรับใครที่มาช่วงเดียวกับผม คือช่วง ช่วงต้นปี จะบอกว่าอากาศหนนาวมากกก การตื่นเช้าๆเพื่อเดินทาง มันช่างเป็น อาการที่หนาว แต่ฟิน ผมหยิบชาอุ่นๆ เดินจิบตลอดทางในการเดินไปที่สถานีรถไฟ

            การเดินทาง ผม ยังใช้  บัตร Kansai Thru Pass อยู่ครับ สำหรับบัตรนี้ ถ้าใครได้มาเที่ยวที่โอซาก้าแล้ว ชอบไปเมืองอื่นๆ แบบประหยัดหน่อย ซื้อเถอะครับ คุ้มแสนคุ้ม


การเดินทาง ผมนั่งรถไฟไปเรื่อยๆ ไม่นานนัก ก็ มาถึง ที่ หมาย ก่อนจะทำการเดิน ไปชมปราสาท ผม แวะ หาของอร่อยๆ ทาน ที่หน้าสถานี JR Himeji ก่อนครับ ที่มาแถวๆนี้เพราะ อ่านรีวิวมาว่า ของกินอรอ่ยมีเยอะมาก


นอกจาก ของอร่อยๆ ย่านนี้ มีให้เลือกมากมายแล้ว ยังมี ถนน ให้ช้อปปิ้งอีกเยอะเลยครับ และยังมีมุมสวยๆ ให้แวะถ่ายรูปเล่นตลอดทาง



แม้แต่ ฝา ท่อ ยังดีไซด์ออกมาสวย เลย


การไปปราสาท มีหลายวิธีครับ ใครอยากไป สบายๆเร็วๆ ก็เรียก taxi ได้เลย หรือ จะเช่าจักรยาน หรือจะนั่งรถเมล์ก็ได้ครับ แต่ สำหรับผม เลือกวิธี เดินครับ 555 ที่ผมชอบเดิน เพราะจะได้ ดู ของต่างๆ ไปด้วยในตัว เผื่อเจออะไร น่ารักน่ารัก จะได้แวะซื้อได้เลย


และ แล้วก็มาถึง ที่หมายจนได้ ที่ ปราสาทฮิเมจิ(Himeji Castle, 姫路) 


ความงามของ ปราสาทฮิเมจิ สวยงามมากครับ ไม่แปลกเลย ที่ จะติดปราสาท สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น


ปราสาทฮิเมจิได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2536 ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคูมาโมโตะ และยังเป็นปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า "ปราสาทนกกระสาขาว" หรือ ฮากุระโจ


สำหรับ ใครที่มาเที่ยวที่ ปราสาทนี้ ผมแนะนำให้ มาเที่ยว ซัก 2ชม กำลังดีเลย


เนื่องจากวันนี้ มีโปรแกรมทริปเยอะมากมาย เลย ไม่ได้เข้าไปเที่ยวด้านใน เพียงได้แต่ ชม ปราสาทภายนอกรอบๆ แต่สำหรับผม แค่นี้ก็ คุ้มแล้ว 


พอออกจากปราสาท อาจจะเป็น วันโชคดี อีกวันของผม ที่ เจอมุมขายของ มือสองของคน ญี่ปุ่นครับ


ของเก่าหลากหลายมากมาย ถูกนำออกมา ขาย ทั้งมีของที่ผมไม่เห็น ที่ไหนมาก่อนด้วยครับ


แม้จะเป็นของมือสองแต่ ต้องบอกว่า เป็นของที่ เก็บรักษาดีจริงๆ สภาพเหมือนใหม่เลย


จบจากการเลือกชมสินค้า ผม ออกเดินทางต่อมายังโกเบ เมืองที่ จะเป็นทางผ่าน ให้ผมไปเที่ยว ยังเมือง

  อาริมะ ออนเซ็น (Arima Onsen)   


แต่ ผมก็ ขอแวะมาทานอาหารกลางวันก่อนที่ สถานี  sannomiya สำหรับ ใครชอบทานเนื้อห้ามพลาดนะครับ เพราะ ที่ตรงนี้มีทั้ง ร้านเนื้อชื่อดัง steak land ที่คนไทย รู้จักดี และขึ้นชื่อมาก



แต่ ผมเห็นคิวการรอ ร้าน steak land แล้ว คงนานแน่ๆ ก็ เลย ขอตัว ไป ทานเนื้อย่างร้านอื่น ในซอยแทน ครับ ซึ่งร้านนี้ ก็ มีรางวลการันตีเหมือนกัน


จากร้าน steak land  เดินมาที่ซอยข้างๆ ก็จะเจอร้านเนื้อ ร้านนี้แล้วครับ ชื่อร้าน  

yazawa kobe beef



สำหรับโปรโมชั่น มีให้เลือกทานมากมาย ครับ


แถมมีรางวัลมาการันตี อีกด้วย แสดงว่าเนื้อเค้าดีจริงๆๆ


และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง เนื้อสเต็ก ก็มาวางตรงหน้า เมื่อได้ลิ้มรองทาน อยากจะยกนิ้วให้เลยครับ อร่อยมาก และ สำหรับเนื้อ นุ่ม หอม กำลังดี


ผมค่อยๆทาน เพื่อจะได้ จดจำรสชาติ ของเนื้อ ไปยาวๆ 555


พอท้องอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางต่อไปยัง

าริมะ ออนเซ็น (Arima Onsen) 

เมืองเล็กๆ ที่มีบ่อออนเซ็น ทั้งเมือง แถมยังสามารถ ไปเที่ยวแบบ วันเดย์ทริป ได้อีกด้วย    


ผมเดินออกมาจากสถานที เดิน ออกมาตามทางเรื่อยๆไม่ไกลนักก็ มาเจอ สวนสาธารณะ กลางเมือง


บรรยากาศ ของเมือง อาริมะ เป็น เมืองที่เรียบง่าย และ เงียบสงบ 


ผมไม่แปลกใจ หาก ใครจะมาเมืองนี้ แล้วกลับชอบกับ บรรยากาศ เรียบง่าย ของเมืองนี้  เพราะเป็นเมืองที่ นอกจาก มีบ่อน้ำร้อน แล้ว อากาศยังดีอีกด้วย


 สำหรับ อาริมะออนเซ็น (Arima Onsen)เป็นเมืองออนเซ็นที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ราว 1,000 กว่าปีก่อน ตั้งอยู่ในจังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo)


ระหว่างทาง มี ของน่าทานหลายอย่าง พร้อมกลิ่นหอม ที่ยั่วใจ ยิ่งอากาศหนาวๆ ถ้าได้มาทานของร้อนๆแล้วละก็ คงฟินไม่น้อย


สุดท้าย ผมก็ไม่พลาด ซื้อ มาทานจนได้ ( แพ้ความหอม จริง)


คินเซ็น ออนเซ็นทอง

คินเซ็นมีคุณสมบัติในการรักษาอุณหภูมิและสามารถฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ นอกจากนั้นยังช่วยรักษาอาการหนาวสั่น อาการปวดกล้ามเนื้อ ทั้งยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย 


ที่ดี คือ บ่อ คินเซ็น ออนเซ็นทอง นั้นแช่ฟรีครับ  สามารถมานั่งต่อคิวแช่ได้เลย 



พอแช่เท้าเสร็จแล้ว ก็ เดินเล่นต่อภายในเมือง อย่างสบายเลยครับ สำหรับเมือง อาริมะ ออนเซ็น ที่ผมบอกว่าสงบ ไม่วุ่นวายแล้ว ยังมีของขึ้นชื่อบอกเมืองนี้ ก็ คือ น้ำโซดานั้นเองครับ และ เซ็มเบ้โซดา (ทันซันเซ็มเบ้) หากใครผ่านไปเที่ยว ก็ อย่าลืมแวะชิมกันนะครับ


น้ำโซดา ที่ผมบอก เป็นของขึ้นชื่อจริงๆ ไม่ว่าจะเดินผ่านไปร้านไหนก็จะเจอ ขายตลอดทาง




แม้ ที่ อาริมะออนเซ็น (Arima Onsen) จะใช้เวลาอยู่ไม่นาน ก็ตาม แต่ก็เป็นเมือง อีกเมืองหนึ่งของ ญี่ปุ่น ที่ ผม ชอบ มากอีกเมืองนึง หาก มีเวลาคราวหน้า ผมคงไม่พลาดที่จะ กลับมาพร้อม กับกระเป๋าเดินทาง มาพัก ซัก 1 คืน พร้อมมาแช่ น้ำร้อน อย่างเต็มที่


ผมกลับมา เที่ยวที่โกเบ อีกครั้ง  เพื่อมาเที่ยว กลางคืน ที่นี่ครับ  สำหรับจุดแรกที่ผมไป
 คือไปชม หุ่นยนต์เหล็กหมายเลข 28

     สำหรับ หุ่นยนต์ไอรอนแมน Testsujin หมายเลข 28 มีประวัติว่า สร้างเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมืองโกเบ ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1995 เป็นหุ่นยนต์เหล็กที่มีความสูง 15 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 50 ตัน

การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินสาย Seishin-Yamate Line หรือสาย Kaigan Line มาลงที่สถานี Shin-Nagata เดินออกมาจากสถานีจะมี ป้ายบอกทางว่า Tetsujin Monument อยู่ทางขวามือของอาคารสีขาว Joy Plaza/ Daimaru พอเดินเลี้ยวมาก็เจอ Tetsujin Street เดินเข้าไปก็จะเจอหุ่นเหล็กแล้วครับ


เมื่อถ่ายรูป เสร็จ กับหุ่นเหล็กแล้ว ผมก็ เดินไปชม แสงกลางคืนที่โกเบกันครับ ให้รถไฟใต้ดินมาลงสถานี Harbor Land ครับ จะผ่านห้าง umie แล้วเดินไปเรื่อยๆ ครับ จะ ถึง ตึก  mosanic  เพื่อ ชมวิว ริมน้ำที่โกเบ ก่อนจะปิดทริป วันนี้นะครับ แต่ระหว่างเดิน ไปตึก mosanic  ผมแวะทานข้าว ในห้าง umie กันครับ ที่ใต้ดินจะมีร้าน สเต็กเนื้อ ราคาไม่แพง สามารถแบ่งกันทานได้เลย ครับ เพราะให้มาเยอะมาก


ถ้าใครชอบ เมนู ไหน ก็สามารถเลือกจิ้มได้เลยครับ ทุกอย่างแทบบริการตัวเอง แต่ เราเน้นถูกและ ดี ก็ยอมหน่อยครับ ^^


สำหรับเนื้อ ค่อนข้างเหนียวไปนิดนึงแต่ ก็ ถือว่าทานได้สบายๆ แถมให้มาเยอะมาก ครับ ทานทีเดียวอิ่มเลย


พออิ่มของคาวแล้ว ก็ ไปต่อของหวานกัน ที่ ผมได้ อ่านรีวิวหลายๆ คน แนะนำให้มาทานชีสเค้ก ที่ ร้าน Kannonya  ร้านชีสเค้กนี้หาไม่ยากครับ เพราะตั้งอยู่ที่ ห้าง Mosaic นั้นเอง


Mosaic เป็นห้างริมทะเล ครับมีของกิน และ ของช้อปเยอะมากมาย เหมาะสำหรับคนที่ชอบความ ชิวๆ มาเดินเล่น ชมวิวแล้วหาอะไรทาน มากครับ



แต่ผมอาจจะไปช่วงกลางคืน ทำให้ หลายๆ ร้านเริ่มเงียบแล้ว แต่เป็นโชคดีของผม ที่ ร้าน Kannonya ที่ผมตั้งใจมาทาน ยังไม่ปิด


สำหรับ ชีสเค้กของร้านนี้คือ Denmark Cheese Cake ชีสเค้กสไตล์เดนมาร์กที่มีรูปทรงเนื้อเค้กกลมแบน สัมผัสเนียนนุ่ม ยิ่งถ้าได้ทานร้อนๆแล้วละก็ บอกเลยครับ อร่อยมากก


สุดท้าย ก่อน จบรีวิว ผม ขอ ออกมาเดินเล่น ชมวิวค่ำคืน ของเมืองโกเบ สำหรับวิวที่ผ่านทางรูปถ่ายอาจจะออกมา ไม่สวยเหมือน เหมือนที่ตาเห็น แต่ ถ้าเพื่อนมีโอกาส ผม อยากให้มาสัมผัสด้วยตัวและใจ กับที่เมืองโกเบนี้ มากๆครับ 



สุดท้ายการเดินทาง 1 วันอาจจะแน่นไป มากมาย แต่ สำหรับผม คิดว่าคุ้มค่ามากมาย ที่ได้ออกมาสัมผัส เมืองต่างๆ และ ทำให้รู้ว่า โลกเรายังมีอีกหลายที่ ที่สวย และคุ้มค่ากับการมาชม จริงๆ
สำหรับรีวิวนี้ ขอบคุณทุกๆๆท่านที่เข้ามาชมมากๆครับ