วันนึง มีคนทักมาถามเรื่อง จังหวัดนครสวรรค์ ว่ามีอะไรน่าเที่ยวบ้าง
ผมนั่งคิดอยู่นาน ...นั้นซินะ จังหวัดนี้มีอะไรบ้าง หัวใจผมไม่รอช้า พอมีเวลา ผมก็หยิบกุญแจรถ พร้อมกระเป๋าเดินทางใบน้อย ออกไปตามหาเรื่องราวที่จังหวัดนครสวรรค์ เมืองที่ได้ชื่อว่า เมืองสี่แคว

ติดตามเพจ ได้ที่ www.facebook.com/yhibklong
หรือเว็บท่องเที่ยว www.yhibklong.com

สอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TAT Call Center 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย หรือ www.tourismthailand.org




จากกรุงเทพ ราวๆ 3 ชั่วโมง ผมก็ มาถึงยัง นครสวรรค์  จุดหมายแรก ของผม เป็นศาลเจ้าแม่หน้าผา 

ประวัติเรื่องราวของเจ้าแม่หน้าผา ซึ่งมีชื่อเดิมเรียกว่าเจ้าแม่ทองสุข หรือเจ้าแม่ลำดวน ส่วนชาวลาวโซ่งเรียกว่า เจ้าแม่ทองดำ ทั้งนี้ เนื่องจากรูปเจ้าแม่เดิมนั้นใช้ไม้จันทร์ดำแกะสลัก มีความเชื่อกันว่าเจ้าแม่ชอบกินหมาก และปัจจุบันได้ปั้นรูปเจ้าแม่ขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นแบบจีน และรู้จักกันในนาม “เจ้าแม่หน้าผา” 


ภายในศาลเจ้านี้นอกจากจะมีปึงเถ่าม่า หรือเจ้าแม่หน้าผา เป็นเทพประธานแล้ว ยังมีปึงเถ่ากง หรือเจ้าพ่อหน้าผา ที่สร้างจำลองเจ้าพ่อเทพารักษ์ รวมทั้งเทพเจ้าอื่นๆ อีกหลายองค์ เช่น เจ้าพ่อกวนอู หรือ “กวงกง” เจ้าแม่สวรรค์ หรือ “เทียนโหวเซี้ยบ้อ“ หรือ “หม่าโจ้ว” หรือ “เทียนโหวเซิ่งหมู่” ในภาษาไหหลำ หรือ“หม่าจู่” ในภาษาฮกเกี้ยน และเทพใช้ซิ่งเอี้ย หรือ “ ไฉ่เส้นเหย ” ในภาษาไหหลำที่ประชาชนนิยมมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล 



โดยทุกปีจะมีการนำองค์ปึงเถ่ากงและปึงเถ่าม่า เข้าร่วมขบวนแห่ที่เรียกว่า “เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ” ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของนครสวรรค์เลยทีเดียว



จาก ศาลเจ้าแม่หน้าผา ผมขึ้นเขามาเที่ยว วัดคีรีวงศ์ 



แต่ก่อน วัดคีรีวงศ์ ตั้งอยู่บนเขาในเขตตัวเมืองนครสวรรค์ สร้างสมัยปลายกรุงสุโขทัย เดิมเป็นวัดร้างกลางป่าเขา แล้วภายหลังมีการบูรณะใหม่ เรื่อยๆ จนสวยงามทุกวันนี้ และ ภายในบริเวณวัดประกอบด้วย พระอุโบสถ สมเด็จพระพุทธโคดมจำลอง ศาลาพุทธานุภาพ วิหารหลวงพ่อโต และพระจุฬามณีเจดีย์ ที่สวยงามอีกด้วย




เพื่อนๆ มาไหว้พระศักดิ์สิทธ์ ทั้งภายในและภายนอกได้ตลอดเส้นทาง


เมื่อขึ้นไปถึงฐานพระเจดีย์ชั้น 4 จะมองเห็นภูมิทัศน์อันสวยงามของเมืองนครสวรรค์ในระยะไกลประมาณ 10กิโลเมตร


ถ้ามองไปทางทิศตะวันออก จะมองเห็นเขากบ บึงบอระเพ็ด และตลาดปากน้ำโพ หากมองไปทางทิศใต้ จะเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นแม่น้ำ เจ้าพระยา ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ และเขาจอมคีรีนาคพรต หันไปทางทิศตะวันตก จะเห็นภูเขาน้อยใหญ่


จากมุมนี้ เรามาสามารถเห็นหอชมเมืองนครสวรรค์ได้ อีกด้วย


หลังจากชมวิวสวยๆ ของจังหวัดนครสวรรค์แล้ว ผมก็มานั่ง ทานข้าว ที่ร้านด้านบนต่อ เป็นร้านอาหารตามสั่งที่มีวิว สวยๆให้ชมด้วยครับ ที่สำคัญ ราคาไม่แพงเลย 


อาหารกลางวัน มื้อแรก ของผมเป็น ก๋วยเตี๋ยวคั่วทะเลครับ เป็นเมนูที่ ออกมาดูดีและอร่อยใช้ได้เลยครับ ยิ่งได้ทาน พร้อมวิว สวยๆแล้ว คุ้มค่ามากมายเลย


เมื่อทานอาหารอิ่มแล้ว ผมเดิน ไปที่หอชมเมือง ค่าเข้าที่หอชมเมืองไม่แพง ครับ คนละ 20 บาทเท่านั้นเอง


เมื่อได้บัตรมาให้เรา ขึ้นลิฟท์ไปยังด้าน จะเห็นวิว 360 องศาได้เต็มตา 


ท่ามกลางวิว ที่สวย ที่ทำให้ผมเดินวนรอบๆได้หลายรอบอย่างไม่เบื่อ ที่หอชมเมืองยังคงเป็นอีกที่ ถ้าใครมาเที่ยวนครสวรรค์ ต้องไม่ควรพลาด 


ลงจาก หอชมเมือง ผม ตรงไป เดินเล่นเบาๆ ที่

อุทยานสวรรค์ 


หรืออีกชื่อหนึ่งว่า หนองสมบุญ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนครสวรรค์ 



ภายในสวนมีต้นไม้ร่มรื่น ผมได้แต่เดินเล่นสบายๆ พร้อมสูดอากาศ ที่เย็นสบาย ระหว่าง เดินไปเรื่อยๆ ก็จะพบผู้คนมากมายที่ต่างแวะมาออกกำลังกาย ออกมาเดินเล่น ขี่จักรยาน เรื่อยๆ 


ผมเดินมาจนถึงด้านหน้าของสวน อุทยานสวรรค์  เบื้องหน้าผม ได้เห็น ความงดงามของรูปปั้นมังกร  ที่สวยอลังการ ผมเชื่อเหลือเกินว่าหาก ใครได้ผ่านมา ได้พบ ต้องชอบ รูปปั้นนี่มากเป็นแน่แท้



ที่สวน อุทยานสวรรค์ เหมาะกับการ เดินเล่น อย่างไม่รีบร้อน ปล่อยเวลา ปล่อยหัวใจไปอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ ผมว่าหากมีเวลา ช่วงยามเย็น ได้มาเดินเล่นหรือออกกำลังกาย ในที่แห่งนี้ คงจะมีความสุขไม่น้อย 



ช่วงบ่าย ผม มาเที่ยว อีกที่นึง ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันมากนัก นั้นก็ คือที่ พิพิธภัณฑ์ สัตว์น้ำ บึงบอระเพ็ด


ประวัติความเป็นมา 
บึงบอระเพ็ด เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และในปี 2543 องค์กาบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ได้รับมอบพื้นที่ใกล้ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืด จังหวัดนครสวรรค์ จากกรมประมง จำนวน 165 ไร่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวครบวงจรอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดและได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด เพื่อเป็นสถานที่อนุรักษ์รวบรวมพันธุ์ปลาน้ำจืด ปลาสวยงามนานาชนิด และเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เยาวชนประชาชน และนักท่องเที่ยว โดยได้รับพระราชทานนามว่า “อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550’ 



ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงธรรมชาติศึกษา มีสิ่งชีวิต พันธุ์ปลาทะเลและพันธุ์ปลาน้ำจืดหลากหลายชนิด โดยมีการสร้างระบบนิเวศ เพื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติของปลาหายากชนิดต่างๆ รวมถึงแสดงวิถีชีวิต อุปกรณ์ประมง และวิธีการจับปลา แบบภูมิปัญญาชาวบ้านด้วย


ด้านในยังมี อุโมงค์ ขนาดใหญ่ ให้เดินชม อย่างน่าตื่นตาตื่นใจด้วย


เสียงเด็กๆที่ร้อง ตื่นเต้นและดีใจ เสียงดังตลอดทาง ความสุขเล็กๆ ของครอบครัวหลายๆครอบครัวที่มา ต่อเติม ความสุข ณ. ที่แห่งนี้ คงได้รับกลับไปพร้อมรอยยิ้มของน้องๆ 



เวลาเปิดปิด อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติฯ (อควอเรี่ยม) 
วันธรรมดาเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 น. - 18.00 น. 
วันเสาร์ - อาทิตย์ และ 
วันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. - 18.00 น.

ชมการดำน้ำให้อาคารปลาได้ทุกวัน 
วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 15.00 น. 
วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 11.00 น. และ 15.00 น. 

อัตราค่าเข้าชม 
ผู้ใหญ่ 100 บาท (สูงเกิน 130) เด็ก 50 บาท (สูงไม่เกิน 90ซม. ฟรี) 
นักศึกษาในเครื่องแบบถูกต้อง 50 บาท นักเรียนในเครื่องแบบถูกต้อง 40 บาท


ด้วยอากาศร้อนๆ ก่อนกลับ ไปในเมือง ผมแวะมานั่งพัก ที่ร้าน 
21 coffee beer
ร้านกาแฟ สวยๆอีกร้านนึง อยู่เลย บึงบอระเพ็ดมานิดเดียว  เป็นร้านที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน แต่ ภายในร้านตกแต่งได้สวย และน่านั่งเลยทีเดียว 


ภายในร้าน เป็นร้านโล่งๆ โปร่งสบาย และ มีพนักงาน บริการเป็นกันเอง ร้านนึ้จะมีสองส่วน จะเลือกนั่งด้านนอกหรือด้านในก็ได้ ครับ 


ถ้าเป็นช่วงเย็นๆ ลูกค้า หลายๆท่านจะเลือก ออกมานั่งด้านนอกกัน อาจจะเป็นเพราะด้วยอากาศที่ สบายๆ ไม่ร้อนจนเกินไป และสามารถพูดคุยกันได้สะดวกด้วย


เครื่องดื่มต่างๆ มีให้เลือก ลิ้มลองกันหลายอย่าง และยังมี เบียร์ ต่างๆให้เลือกซื้อด้วย สำหรับใครที่ชอบร้าน ชิวๆน่านั่งที่นครสวรรค์ ก็ อย่าพลาดร้านนี้นะครับ


ด้วย จังหวะที่ พอดีของการมาครั้งนี้ของผม ที่ตรงกับ งานประเพณี ที่ยิ่งใหญ่ งานประเพณีแห่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ตรุษจีนปากน้ำโพ ด้วย ซึ่งจัดเป็นประจำในทุกๆปี เลยทำให้คืนนี้ ผมมีโอกาสได้เดินเที่ยวงานใหญ่ของจังหวัดนครสวรรค์ งานที่มีผู้คนต่างมา กันหนาแน่น และยิ่งปีนี้ ครบรอบ101 ปีแล้วด้วย ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ 


เมื่อเดินเข้ามาในงาน ผมเจอของกินต่างๆมากมาย ซึ่งราคาไม่แพงเลย ระหว่างเดินก็ไม่พลาดซื้อของทานเล่นไปด้วย


ขนมต่างๆ ก็น่าทานมากมาย เรียกว่า ต้องแทบแวะกันตลอดเวลา เลย 


ใครที่พลาดงานในปีนี้ ไม่ต้องห่วงครับ งานประเพณีนี้จัดขึ้นทุกปี ครับ


ประวัติความเป็นมา 
งานประเพณีที่สำคัญของท้องถิ่นที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาของชาวปากน้ำโพ เพื่อเป็นการเคารพสักการะเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ มีความเป็นมาดังนี้คือ เมื่อประมาณ ๗๐ กว่าปีที่ผ่านมาได้เกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ขึ้น ชาวบ้านปากน้ำโพได้รับความเดือดร้อน เจ็บป่วยล้มตายกันมาก สมัยนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญเหมือนกับปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดจึงได้มีชาวบ้านเข้าไปบนบานกับเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ให้ช่วยรักษาให้พ้นจากโรคร้าย เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ได้ช่วยเหลือโดยการเข้าร่างผู้ที่เป็นร่างทรงและเขียนยันต์หรือที่ชาวจีนเรียกว่า ฮู้ เผาไฟใส่น้ำ ให้ชาวบ้านดื่มกินเป็นที่อัศจรรย์โรคร้ายหายไป ชาวบ้านอยู่กันอย่างมีความสุข ความเจริญยิ่งขึ้น จึงเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไปถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ดังนั้น ชาวตลาดปากน้ำโพจึงได้มีการร่วมแรงร่วมใจกันจัดประเพณี การแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพขึ้นโดยจัดให้มีขบวนแห่เจ้า เป็นขบวนใหญ่โตมโหฬาร


เช้าวันใหม่ ผมออกไป ทานข้าวที่ ต้มเลือดหมูชื่อดัง ของนครสวรรค์ ที่หลายๆคนบอกว่าถ้ามายังนครสวรรค์ ต้องห้ามพลาด ร้านนายซุ้ย หรือบางคนอาจจะเรียกว่า ซุ้ย หรือ เฮียซุ้ย ครับ เป็นร้านต้มเลือดหมู ต้มเครื่องในหมู ตั้งอยู่ข้างๆรพ.สวรรค์ประชารักษ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัดนครสวรรค์


จุดเด่นของ ต้มเลือดหมูที่นี่คือน้ำซุปที่หอมหวาน เครื่องในที่ต้มจนเปื่อย หอมอร่อยนุ่มลิ้น ผมไม่แปลกใจเลย ทำไม ร้านนายซุ้ย ถึงมีคนยืนต่อคิว ยาว ตลอดวัน


เนื้อหมู ที่นุ่มหอมอร่อย ที่มาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ใครชอบ ทานรสอะไรก็สามารถปรุงแต่งได้ตามใจชอบ หรือจะเลือกปรุงในถ้วยน้ำจิ้มก่อน แล้วค่อย นำเนื้อมาจิ้ม ทานก็ได้ 


ที่นครสวรรค์ยังมีจุดชมวิวที่สวยอีกจุดนึง ตรงจุดนครสวรรค์...แง๊ะ เป็นจุดที่ทำให้ เราได้เห็นสะพานเดชาติวงศ์ และยังได้เห็นจุดชมวิวต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วย และยังเป็นจุดที่มีผู้คนแวะมา ถ่ายรูป ตลอดวัน



สะพานเดชาติวงศ์ ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2485 สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาโดยกรมทางหลวง ซึ่งสร้างสะพานแห่งนี้โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางและภาคเหนือแทนเส้นทางเรือ โดยมีพิธีเปิดให้ใช้งานได้เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2493 โดยมีพันตรี หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวงในสมัยนั้นเป็นประธานเปิดสะพาน


ก่อนปิดทริปนี้ ผม มาไหว้ ขอพร ที่ ศาลเจ้าพ่อ เทพารักษ์ เจ้าแม่ทับทิม 


ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม เรียกกันทั่วไปว่า ศาลเจ้าปึงเถ่ากง ตั้งอยู่บนถนนสายนครสวรรค์ - ชุมแสง ริมฝั่งขวา (ฝั่งตะวันออก) ของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่มีแม่น้ำสองสี สี่สายมารวมกันเรียกว่า ปากน้ำโผล่ หรือปากน้ำโพ ซึ่งเป็นจุดชมต้นแม่น้ำเจ้าพระยา 


ศาลแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะและเป็นจุดรวมน้ำใจของชาวบ้านมากว่า 100 ปี




ด้านนอกจะสามารถมองเห็น จุด ที่มีแม่น้ำสองสี สี่สายมารวมกันเรียกว่า ปากน้ำโพ



การเดินทางยังสามารถข้ามฝั่งมาทางเรือได้อีกด้วย  


ผมขับรถออกจากนครสวรรค์ ไปเรื่อยๆ จนถึงร้าน สปันจ์ แวะมาซื้อของฝากและทานข้าวก่อนจะ เข้าสู่ กรุงเทพ 


ร้านอาหารเล็กๆริมถนน ที่ มีขนมไทยๆ ขาย ให้เลือกซื้อฝากกลับไปฝาก เพื่อนๆ 




ด้านหลังร้านยังมีส่วนของร้านอาหาร ที่ มีผู้คน แวะมาทานกัน มากมาย อาหารที่นี่ขึ้นชื่อมีทั้งส้มตำต่างๆ และยังมีจานเด็ดที่ไม่ควรพลาดคือผัดไท กุ้งสด ที่มาพร้อมกุ้งขนาดใหญ่ 



อย่างที่บอกผัดไท ที่มาพร้อมกุ้งขนาดใหญ่ สองตัว พร้อมเส้นที่นุ่มอร่อย หากใครแวะผ่านมา จานนี้ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ 



สำหรับ จังหวัดนครสวรรค์ บอกตรงๆว่า 2วัน1 คืนอาจจะเที่ยวได้ไม่ครบหมดแต่ การเดินทางมาคราวนี้ก็ทำให้ผม ได้รู้จัก ได้เห็นว่า นครสวรรค์ มีอะไรมากมายกว่าที่ผมเคยรับรู้มา เสียดายที่เวลามีน้อย ทำให้ผม ได้ รู้จัก นครสวรรค์ ได้ไม่มากนัก หากมีโอกาสคราวหน้า ผม คงได้กลับมา เติม ความสุข ในที่แห่งนี้อีกครั้ง 




Share To:

yhibklong

Post A Comment: