สวัสดีครับเพื่อนๆ หยิบกล้องไปท่องโลก ความตั้งใจของผมครั้งนี้ ผมต้องการไปเที่ยวใกล้ๆ บ้านเรา ประเทศในเอเชีย ต้องเป็นที่แห่งใหม่ ที่ไม่ค่อยมีใครไป ไม่ค่อยจะมีรีวิวให้เห็นมากนัก แต่สามารถทำให้ผมยิ่งสนใจ อยากที่จะค้นหาความลึกลับของประเทศนี้ ทุกอย่างลงตัวที่แห่งนี้ "บรูไนดารุสซาลาม" เมืองลึกลับที่น่าค้นหา The mysterious country of Brunei เพื่อนๆตามผมมากันเลยนะครับ ^^


สนใจติดตามเพจ ได้ที่ www.facebook.com/yhibklong


สนใจติดตามอ่านรีวิว ได้ที่ www.yhibklong.com




ผมตั้งตารอเวลางานเลิก ในเย็นวันศุกร์ วันที่รถติดเหลือเกิน ผมรีบบึ่งรถ ฝ่าการจราจรที่คับคั่ง ตรงมายังสนามบินดอนเมือง ผมเดินทางมาบรูไน ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ต้องมาแวะที่มาเลเซีย 1 คืน ผมเลือกโรงแรมอยู่หลายแบบ ตอนแรกว่าจะนอนแบบราคาประหยัด แต่ไกลสนามบินและค่าเดินทางค่อนข้างสูง แต่คิดไปคิดมา ผมเลือก Tune Hotel ที่ติดกับสนามบินเลยดีกว่า เพราะจะได้ ไม่ต้องเสียค่ารถเพิ่มเติมแถม ตอนเช้ายังไม่ต้องเร่งรีบเดินมา เช็คอินอีก


ผมเดินออกจากสนามบินมาตามทางชั้นใต้ดิน ตามทางป้ายบอกทาง เพียงไม่กี่นาทีก็ถึงที่พัก Tune Hotel ผมทำการเช็คอิน ที่พักทันที การเช็คอินผ่านไปไม่นาน ผมก็มาที่ห้องพัก ห้องชองผมค่ำคืนนี้ขนาดกะทัดรัด แต่ด้วยการเดินทางที่มาถึงเพลียๆ คืนนั้นผมเลย ล้มตัวลงนอนอย่างรวดเร็ว


เพิ่มเติม ที่ โรงแรม มี ตู้เช็คอินของแอร์เอเชียด้วยนะครับ 





ถ้าใครมา แล้วยังหาที่พัก เพื่อต่อเครื่องไม่ได้ ผมขอแนะนำที่นี่นะครับ เพราะหาไม่ยาก เดินมาได้เลย แถมยังสะดวกมี seven หน้าโรงแรมเลย 


จากนั้นผมก็เตรียมตัวไปเช็คอิน รอเวลาบินต่อไปยังบรูไน ประเทศบรูไนใช้เวลาบินจากมาเลเซีย ประมาณ สองชม. เวลาผ่านไปไม่นาน เผลอแปปเดียว ผมก็ถึงน่านฟ้าบรูไนแล้ว และก่อนเข้าประเทศบรูไน ผมต้องกรอกแบบฟอร์มเข้าเมืองหลายอย่างเลยครับ




พอ มาถึงสนามบินนานาชาติบรูไน (Lapangan Terbang Antarabangsa Brunei)แล้ว อย่างแรกต้องไปแลกเงินก่อน ที่สนามบินแห่งนี้ มีMoney Exchange ด้านในสนามบิน ถ้าใครไม่ได้แลกเงินมาก่อนไม่ต้องกังวล ครับ ที่ประเทศบรูไน สามารถใช้เงินได้ 2 แบบทั้งเงินบรูไน และเงินสิงคโปร์ แต่คราวนี้ผม แลกดอลล่าร์บรูไน เพราะอยากเก็บสะสมแบงค์บรูไนเป็นที่ระลึก ด้วย และคิดว่าการใช้จ่ายน่าจะง่ายสะดวกกว่า








การเดินทางเข้าไปยังในเมืองบันดาร์ เสรี เบกาวัน เมืองหลวง ผมใช้การเดินทางด้วยรถบัส ที่นี่รถบัสจะมีราคา 1 ดอลล่าร์บรูไน ตลอดสาย แต่ข้อเสียคือ รอนานนนนนนนนมากกกกกกก (ก ไก่ ล้านตัว) รถบัสและที่สำคัญ รถบัส จะวิ่งถึงแค่เวลา6โมงเย็นเท่านั้น เมื่อขึ้นรถมาแล้ว ผมนั่งรถมาจนสุดสายที่สถานี แล้วเดินตามลายแทง มาที่โรงแรมที่จองไว้ ในที่สุดก็มาถึงจนได้นะครับ ไม่ไกลมาก โรงแรมที่ผมเลือกไว้คือ Jubilee Hotel ราคาไม่แรงมาก และเดินทางสะดวก ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และยังมีบริการทัวร์ 2 ที่ต่อวัน ให้เราเลือกด้วย เป็นบริการฟรี และวันสุดท้ายยังมีรถไปส่งที่สนามบินฟรีอีก





ภายในห้อง โรงแรม Jubilee Hotel ห้องกว้างขวาง และยังมีร้านสะดวกซื้อ ด้านล่างอีก และที่สำคัญพนักงานของโรงแรม บริการดีมากๆ ยังพูดภาษาอังกฤษได้ดี อีกด้วย ทำให้เราสามารถ สอบถามที่เที่ยว ที่กิน ต่างๆได้มากมาย แต่โรงแรมนี้เสียอย่างเดียว คือ สภาพเก่าไปหน่อยนะครับ





ที่ผมประทับใจบริการที่โรงแรมแห่งนี้ คือ การมีบริการนำเที่ยวพาไปสถานที่ท่องเที่ยว ต่างๆในเมืองบรูไน โดยในแต่ละวันจะมีให้เลือกได้สองแห่ง ซึ่งผมนัดแนะพนักงานสำหรับเช้าวันพรุ่งนี้ ที่สำคัญ ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ ถือว่าประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะทีเดียว ^^


หลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย ผมก็ออกมาเดินเล่นรอบๆเมือง พร้อมออกมาหาอาหารเย็น ผมเดินเล่นอยู่ราวๆ 2 ชั่วโมงได้ ก่อน ดเก็บภาพประทับใจของค่ำคืนนี้ไว้ 




เช้านี้ ผมตื่นมาแบบสบายๆ อาหารเช้า ที่ถูกจัดมาแบบง่ายๆ แถมยังอร่อยเสียอีก แต่ทานเสร็จยังไม่อิ่มดี ผมเลยขอน้ำร้อนจากพนักงาน มาต้มมาม่าคัพที่เตรียมมาจากไทย ทานเพิ่มอีกถ้วย ทำให้เช้านี้ เรียกว่ามีแรงเต็มที่ 


เก้าโมงเช้า ถึงเวลาที่ผมนัดรถนำเที่ยว ระหว่างทางเดินทางคนขับรถ ก็ชวนผมคุยไปเรื่อยๆพร้อมแนะนำสถานที่ต่างๆ ในรถยังมีนักท่องเที่ยวชาวฮอลแลนด์ที่มาพร้อมกับผมด้วยอีกคนนึง การขับรถที่นี่ยังจำกัดความเร็วที่ 60 กม/ชม. หากคนขับรถขับเกินที่กำหนดไว้ จะยินเสียงอ๊อดเตือนตลอดเวลา เมื่อลดความเร็วลง เสียงก็จะเงียบลง คนขับรถบอกว่ารถโดยสาร ของที่นี่ จะถูกติดตั้งระบบจัดความเร็วมาจากโรงงาน เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผมมองว่าเป็นความคิดที่ดีมากๆเลย


ภาพระหว่างทาง ที่ผมผ่าน เป็นวังของเจ้าชายบรูไน นั้นเอง



ที่แรกที่ผมเลือกคือ มัสยิดทองคำ มัสยิดแห่งนี้ ถ้าใครมาบรูไน ต้องมา ชมความงามของที่นี่แน่นอน ความอลังการและความยิ่งใหญ่ สวยงามตั้งแต่ทางเข้าเลยทีเดียว






Jame'Asr Hassanil Bolkiah Mosque หรือที่ชาวบรูไนถือว่าเป็นสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์และนี่คือมัสยิดใหญ่ที่สุดในบรูไน ผมได้มีโอกาสเข้าไปข้างในมัสยิด แต่ไม่สามารถเก็บรูปมาฝากได้ เพราะเค้าห้ามถ่ายรูป ผมขอเล่าคร่าวๆว่า ก่อนเข้าต้องมีการชำระร่างกาย ล้างมือล้างเท้า และต้องแต่งกายสุภาพ ผู้ชายกางเกงขายาว ส่วนผู้หญิงต้องใส่ชุดคลุมสีดำที่ยาวคลุมเท้าเท่านั้น เมื่อเข้ามา จะมีจุดให้นักท่องเที่ยวยืนแค่บริเวณนึง เนื่องจากประเทศนี้เคร่งมาก จะไม่ให้คนนอกเข้ามาเกินบริเวณ ผมยืนดูความงดงามภายในมัสยิด ผมเห็นความอลังการ ความศรัทธาของของชาวมุสลิม ผมรู้สึกประทับใจเลยครับ






ออกมาเดินเล่นรอบๆ มัสยิดกันบ้าง รอบๆมีความร่มรื่น แม้แดดจะแรงมากก็ตาม ผมเดินไปรอบผมก็พยายามเก็บภาพมุมต่างๆมาฝากเพื่อนกันนะครับ เผลอแปปเดียวก็ผ่านไปสองชมที่อยู่ที่นี่ ได้เวลาที่รถจะมารับแล้วแล้วไปจุดใหม่ ผมได้แต่ก็บความทรงจำว่าครั้งหนึ่ง ผมได้มาเห็นมัสยิดทางคำกับตาตัวเองแล้ว^^









รถมารับพาไปที่ที่สอง ผมเลือกที่จะไปที่ไกลเมืองหน่อย เพราะโอกาสที่จะมาเองนั้นยาก ผมออกมาไกลจากเมืองเลย ที่นี่เป็น พิพิธภัณฑ์ทางทะเล Brunei Darussalam Maritime Museum เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติของประเทศบรูไน และที่ติดๆกัน คือ Malay Technology Museum พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยี ที่รวมเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของชาวมลายูสมัยก่อน ทั้งการจับปลา, การสร้างบ้าน, การทำวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆในอดีต








รอบๆ ยังติดกับแม่น้ำ มีบรรยากาศที่สวย เลยทีเดียว




หลังจากเราชมรอบๆ ครบแล้ว รถได้มารับผมและมาส่งในเมืองอีกครั้ง ก่อนลงจากรถผมถามว่าที่นี่มีอะไรอร่อย และเป็นอาหารท้องถิ่น คนขับรถเค้าบอกว่าไก่ทอด 1 ดอลล่าร์ ตรงหัวมุม เป็นร้านที่อร่อยมากๆ และคนชอบ ซึ่งเป็นราคาที่ทางรัฐบาลตั้งไว้ให้สำหรับประชาชน ผมเลยไปลองทาน เราซื้อจะ มีไก่หนึ่งชิ้น และข้าวหนึ่งห่อ เรียกว่า 1 ดอลล่าร์ ก็ อิ่มท้องได้เลย




การจะไปหมู่บ้านกลางน้ำ จะมีบริการโดยสารเรือข้ามฝากจอดเรียงรายรอรับผู้โดยสารตลอด ราคานักท่องเที่ยวอาจแพงหน่อย ต้องมีการต่อรองกันเล็กน้อย เค้าจะเสนอให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือรอบหมู่บ้าน ถ้าใครสนใจก็ลองใช้บริการได้นะครับ ส่วนผมเลือกแค่ข้ามฟากเพียงเท่านั้น ต่อราคาได้ที่คนละ 1 ดอลล่าร์บรูไน




กัมปงไอเยอร์ (Kampong Ayer) หมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอายุนับพันปี วิถีชีวิตของคนที่นี่เรียบง่าย อาศัยอยู่บนน้ำ สร้างบ้านเรือนสีสันสดใส น้ำในแม่น้ำสะอาด ผมเห็นมีเด็กโดดน้ำเล่นกันด้วย เหมือนย้อนไปสมัยเด็กเลย










การสัญจรที่นี่ ต้องใช้เรืออย่างเดียวเท่านั้น ผมว่าก็สบายไปอีกแบบ ไม่ต้องมีรถติด แต่อาจจะมีเรือติดได้ คนที่นี่เค้ารู้จังหวะว่าใครจะไปก่อนหลัง มีการรอให้เรือลำอื่นผ่านไปก่อน ถือว่าเคารพกฎจราจรดีมากๆเลย




ขึ้นฝั่ง ผมยังคงเดินเล่นไปรอบๆ เดินไปจนมาถึงมิสยิด อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านกลางน้ำ มัสยิดที่ผมได้ถ่ายภาพกลางคืนไว้ เมื่อวันแรกที่มาถึง






มัสยิดนี้เป็นมัสยิดที่สำคัญของบรูไนคือมัสยิดโอมาร์ อาลี ไซฟัดดิน(Omar Ali Saifuddin Mosque)ที่สร้างช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แค่ยอดสุเหร่าเป็นโดมทองงดงามอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพประทับใจครั้งนี้ ท้องฟ้าสีฟ้าตัดกับโดมทองคำสีเหลืองอร่ามตา สวยงามยิ่งนัก








ใกล้ๆ มัสยิด ยังมี ห้าง Yayasan Sultan Haji Hassanal Bolkiah Complex ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดของบรูไน ที่ห้างนี้จะมี เสื้อผ้า ขนม อาหาร และของใช้ต่างๆมากมาย ผมเดินเล่นในห้างจนเวลา เย็น ท้องฟ้ากำลัง สวยเลยทีเดียว



ยามเย็นของที่บรูไน เป็น ภาพที่เงียบๆ ปราศจากผู้คนมากมาย แต่กลับเป็นมุมที่สงบ เหลือเกิน





จากแสงท้องฟ้าที่ส่องสว่าง กลับกลายเป็นเวลาอันค่ำคืน สีของหลอดไฟ กับเข้ามาผสมกับสีของมัสยิด ภาพยามเย็นที่สวยงาม ทำให้ ผมหลงรักที่แห่งนี้ไปเสียแล้ว





มิสยิดเด่นตระหง่า สวยงามมากจริงๆ ผมได้เพียงแค่อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้นานๆ



เสียดายเวลา ในความเป็นจริงกลับไม่ได้หยุด อย่างที่ผมหวัง


ยามค่ำคืน อาหารเย็นมื้อสบายๆของผมก็เริ่มต้นขึ้น




อาหารจานนี้ สั่งโดยดูจากภาพเท่านั้น เพราะเมนูมีแต่ภาษาบรูไน อ่านไม่ออกกันทีเดียว ผมสั่งอันนี้ดูปลอดภัยที่สุดแล้ว คล้ายๆราดหน้าบ้านเรา อร่อยทีเดียวแหะ




บรรยากาศริมทะเล ลมเอื่อยๆ ชวนผมเคลิ้มได้ ทุกอย่างลงตัว ที่สำคัญราคาอาหาร ไม่แพงเลย เทียบกับบรรยากาศริมน้ำ แห่งนี้



เช้านี้ผมเดินออกมาจากที่พัก มาสัมผัสวิธีชีวิตของคนบรูไน เดินออกมาไม่ไกลนัก มีวัดจีนอยู่ ผมเข้าไปไหว้พระ มีเจ้าหน้าที่ชวนคุย เค้าถามผมว่า คนไทยหรอครับ ชวนคุยไปมา เค้าบอกว่าเค้าเป็นคนลาวที่อาศัยอยู่ที่วัดแห่งนี้มาห้าปีแล้ว เค้าบอกว่าเค้าชอบบรูไน เงียบสงบดี เค้าอยากให้คนมาเที่ยวยัง ประเทศบรูไนกันมากขึ้น เพราะบรูไนเป็นเมืองสงบ ยังมีสถานที่สวยๆอีกมากมาย รอคนมาเที่ยวกันอีก




ไหว้พระเสร็จแล้ว ก็มาเดินตลาดสด อารมณ์เหมือนอยู่ต่างจังหวัดบ้านเรา มีข้าวของขายทั่วๆไป


จากนั้นผมเดินต่อไป ยัง พิพิธภัณฑ์รอยัล เรกกาเลีย(Royal Regalia Museum) 




พิพิธภัณฑ์รอยัล เรกกาเลีย(Royal Regalia Museum) ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ขององค์สุลต่านเอาไว้มากมาย ทั้งเครื่องเงิน เครื่องทอง มงกุฏ เครื่องราชย์และเครื่องบรรณาการจากประเทศต่างๆ










มีการจัดแสดง ของ มากมาย เสียดายหลายๆจุดห้ามถ่ายรูป ออกไป ทำให้ผมได้ภาพรอบๆ แค่นิดเดียวเท่านั้น และที่นี่ยังเข้าฟรีอีกด้วย







เมื่อเดินออกมาจะ เจอสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ มีภาพกษัตริย์บรูไน เด่นตรงกลางเลยทีเดียว






ก่อนเดินทาง กลับ เมืองไทย ผมแวะกลับมายัง


มัสยิดโอมาร์ อาลี ไซฟัดดิน(Omar Ali Saifuddin Mosque) อีกครั้ง







พอมาช่วงกลางวัน ความสวยงามของมัสยิด กลับ สวยมากกว่าเดิมเสียอีก







มัสยิดสีขาวทอง สวย งามรามมนต์สะกด




สุดท้าย การแบกเป้มาเที่ยวประเทศบรูไนเอง ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด บรูไน มีเมืองหลวงที่เงียบสงบมากกกกกกก มีการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ผู้คนน่ารัก ไม่มีอันตรายใดๆ แม้จะเดินเล่นตอนกลางคืน ไม่มีสิ่งเสพย์ติดทุกชนิด ถือว่าเป็นเมืองที่ปลอดภัยมาก ยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นประเทศที่ลึกลับน่าค้นหามาก ผมให้ สมญานามว่า "The mysterious country of Brunei " ^^




Share To:

Ying Mashi

Post A Comment: