นานมาแล้วที่ในหัวผม มักจะมีคำถามเกิดขึ้นมาเสมอ ว่าถ้าหากมีเวลา ซัก 2 วัน 1 คืน ผมจะสามารถขับรถไปเที่ยว ที่สังขละ ได้หรือไม่ คำตอบเมื่อวันนั้น ผมตอบตัวเองเสมอว่า ไม่รู้ซิ แต่ก็เช่นกัน ผมเก็บความกล้า ไว้นานเท่านาน ความกล้าที่จะออกไปลอง ดู จนวันนึง ผมก็กล้าเสี่ยง ที่จะไป

สังขละ 



การ เตรียมตัวของผมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงเวลาสั้นๆ การนัดหมาย เจอเพื่อนๆ พร้อมเดินทางในเวลา 8.00 น เพียงไม่นาน กระเป๋าเดินทาง พร้อมมือถือ OPPO R7 ก็พร้อมออกเดินทาง ในคราวนี้ ผมไม่ได้พกกล้องตัวใหญ่ไป เพราะอาจจะด้วยความไม่อยากพกอะไรไปเยอะก็ตามที แต่อีกเหตุผลก็คือ ผมอยากลองกล้องมือถือ OPPO R7 ด้วยว่า จะให้ภาพที่ดีออกมาได้แค่ไหน 

10.00 น 

เราก็มาถึง จุดหมายแรก วัดถ้ำเสือ



การมาวัดถ้ำเสือ นั้นมาไม่ยาก เลยครับ เพราะจะมีป้ายบอกทางมาตลอดเส้นทาง พอลงจากรถ ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย วิวรอบๆ ก่อนที่ จะเตรียมเงิน ขึ้นรถรางไปสู่ด้านบน


เมื่อมายังด้านบน ผมหลบความวุ่นวาย ที่ด้านหน้า เดินด้านหลัง ไปไม่กี่เมตร เพื่อจะหลบแสงแดงที่ร้อนแรงกับผู้คนที่เยอะมากมาย แต่การเดินมาด้านหลัง ทำให้ผมได้ พบ กับภาพ ทุ่งนา สีเขียวๆ รายล้อมไปหมด ผมหยิบกล้อง OPPO R7 มาถ่ายด้วยโหมด พาโนราม่า เพื่อให้ได้ภาพที่กว้างที่สุด ซึ่ง ก็ทำให้ผมไม่ผิดหวังเลยจริงๆ


จุดเด่นของวัดถ้ำเสืออีกจุด คือบนยอดจุดชมวิว นั้นเอง การเดินขึ้นมาด้านบน อาจจะปวดขานิดหน่อย หรืออาจจะอ่อน ล้า มากมาย แต่ผมเชื่อเหลือเกิน ถ้า ได้มาเห็นวิว สวยๆ ด้านบน จะหายเหนื่อยแน่นอน




จากวัดถ้ำเสือ ผมออกมา ยังสะพานมรณะ เพื่อมาทานอาหาร กลางวัน ที่บริเวณ ริมสะพาน สำหรับสะพานแห่งนี้ ผม ได้มาหลายต่อหลายครั้ง ไม่วานนานแค่ไหน ก็ ยังสวยเหมือนเดิม  


หลังจากทานอาหารอิ่มแล้ว ผม ขับรถไปเรื่อยๆ จากตัวเมืองกาญ วิ่งเข้าตรงสู่ สังขละ ระหว่างทาง มีสายฝน ตกมาเป็นระยะ ระยะ ภาพวิวข้างทาง ที่เต็มไปด้วยน้ำฝน เสียงเพลงที่ดังขึ้นมาพร้อมแอร์เย็นๆ ที่ทำให้ ทุกคน เหม่อลอยไปทางหน้าต่าง ผมได้แต่แอบเห็นเพื่อนๆ มองไปยัง ภาพด้านทาง แล้วฮัมเพลงเบาๆอย่างมีความสุข 

และแล้วก็ มาถึงจนได้ สังขละ 

เสียงดีใจของทุกคนในรถ บงบอกถึง ความหายเหนื่อยในทันที ผมรีบเอาของไปฝากไว้ที่ โรงแรม ก่อนที่จะออกมาหาอะไรทาน กันอย่างง่ายๆ พร้อมกลับไปนอน อย่างหมดแรง



ติ๊ดๆๆ เสียงนาฬิกาดัง ขึ้นอย่างเป็นจังหวะ 

ตี 5 
ผมลุกขึ้นมาแต่งตัว พร้อม หยิบหัวใจ มุ่งหน้าออกไปยังสะพานมอญ 


เช้า วันอาทิตย์ ที่แสงไฟ ยามเช้ากำลังเริ่มสว่างๆ 
ผมซื้อข้าว และกับข้าวมา ตักบาตรยามเช้า ก่อนที่จะออกไปเดินเล่น พร้อมหัวใจ ที่ตื่นเต้น





 สายน้ำยามเช้า ที่นิ่งราวกับกระจก ที่สะท้อนกับท้องฟ้า ทำให้ผมเห็นเมฆที่ล่องลอยลงมายังสายน้ำ


ความสงบ ... ที่ทำเอาผมยืนมองสายน้ำแห่งนี้ได้อยู่นานแสนนาน ผมบอกไม่ถูกว่า เพราะอะไรทำไม ถึงได้มอง ที่นี่ได้นาน จนไม่เบื่อ 



ผมเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึง ร้านโจ้กเล็กๆ  ร้านนึง


เช้า นี้ ผมได้โจ้กร้อนๆ ที่มาพร้อมหมูสับ อร่อยๆ จากคำแรก คำที่สอง ....ผมใช้เวลาเพียงแปปเดียว ก็หมดไปทั้งชาม 



หลังจากที่ทาน อาหารเช้าเสร็จ ผมออกมาเดินวนอยู่รอบๆ อีกครั้ง


แต่การเดินอีกครั้ง  วิวที่ผ่านมาเมื่อเช้ามันกลับเปลี่ยนไป  


วิวยามเช้าที่มาพร้อมกับแสงสึทอง แสงที่หมายมาบอกสวัสดีในยามเช้า


ทุกนาที ที่เดินวนๆ ไปรอบๆ แม้จะเป็นเพียงมุม ไม่กี่มุม ที่ผมมองเห็นสลับไป มา แต่ก็เป็นมุม ที่ทำให้หัวใจผม ยิ้มอย่างมีความสุข



ผมได้แต่ขอบคุณ ยามเช้า ที่ทำให้ผม เห็นความสวยงาม ผมได้แต่เก็บความทรงจำดีดี ไว้ ให้ได้นานเท่านาน 


ท้องฟ้าเริ่มสว่าง อยู่ๆ ผมก็ได้เสียงเพลง ลอยมาพร้อมสายลม เสียงเพลงที่เกิดจากเด็กน้อย กลุ่มหนึ่ง ที่ขับร้องบทเพลง ออกมาอย่างน่าฟัง เสียงเพลงที่มีความสุข มันทำให้คนฟังอย่างผมยิ้มตามไปด้วย ตลอดเวลาที่ได้ฟัง นาทีนั้น ผมหยิบเงินขึ้นมา พร้อมบริจาคออกไป เพียง หวังว่า เงินเล็กน้อยของผมจะทำให้น้องๆ ต่อเติมความสุข ต่อไป 


8.00 น.
 ผม เตรียมตัว ออก เดินทางไป ทัวร์วัด ต่างๆ ทางเรือ การเดินทางไปนั้นไม่ยาก เพราะมีทัวร์ขายแบบเหมาลำอยู่ที่ ลำละ 500 บาท จะพาเราไป สามจุดสำคัญ


ผมลงมาด้านล่าง เพื่อ ออก ขึ้นเรือเดินทาง 



เรือลำน้อยของผม เริ่มออกเดินทาง เสียงเครื่องยนต์เรือที่ส่งเสียงดังไปทั่ว ลมที่พัดผ่านมายังที่ใบหน้าของผมตลอดเวลา ภาพวิวที่ ทำเอาผม มองตาไม่กระพริบ ตลอดทาง

ความสวยงาม รอบตัว ผม ณ ตอนนี้ มันสวยงามเสียเหลือเกิน หมอกบางๆ ที่ ลอยอยู่ เหนือภูเขา ตัดกับแม่น้ำชองกาเลีย วิวที่ผมมองเห็นไกลๆ มันเป็นความสวยงาม ที่เพียงอยากให้เพื่อนๆ มาเห็นได้อย่างที่ผมเห็น




จุดแรก ที่ผม มาถึง เมืองบาดาล หรือวัดวังก์วิเวการาม 
"เมืองบาดาล" ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิมที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมก้นสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2496 ในบริเวณที่เรียกว่าสามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 มีการก่อสร้างเขื่อน;ชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลมทำให้น้ำเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี ในช่วงฤดูแล้งราวเดือoมีนาคม-เมษายน ซึ่งน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจนและสามารถนั่งเรือไปเที่ยวชมได้ แต่ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวUnseen in Thailand ในชื่อเมืองบาดาล


จุดที่ 2 วันสมเด็จ เก่า

เป็นวัดร้าง ที่เกิดจากการย้ายเมือง ในตอนสร้างเขื่อน สำหรับวัดนี้ ผมรู้สึกชอบมากครับ และยังคงมีความสวย อยู่ รอบๆ 




พระเจดีย์พุทธคยา

เจดีย์พุทธคยา ตั้งขึ้นอยู่ใกล้ๆ จากวัดวังก์วิเวการาม ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยหลวงพ่ออุตตมะ โดยมีความตั้งใจของหลวงพ่อที่จะจำลองจากเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในประเทศอินเดีย มาไว้เป็นศูนย์กลางสำหรับชาวพุทธที่อยู่รวมกันได้โดยไม่แยกเชื้อชาติ ส่วน ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมด ได้รับจากเงินบริจาคของประชาชน

ภายในจะเห็น เจดีย์สีทองขนาดใหญ่ สวยงามตั้งอยู่ ถ้าใครได้มายังอำเภอ สังขละแล้ว ต้องไม่พลาดที่นี่นะครับ เพราะสวยงามมากเหลือเกิน


วัดวังก์วิเวการาม
วัดนี้เป็นวัด ที่สร้างขี้นมาใหม่จากวัดเดิมที่ ได้จมน้ำไปจากการสร้างเขื่อน ซึ่ง ชาวบ้านจะเรียกวัดนี้ อีกชื่อหนึ่งก็คือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ 

ภายในจะมีรูปจำลอง หลวงพ่ออุตตมะ ให้เข้ามากราบไหว้ ขอพรกันได้ ครับ


สำหรับ ที่นี่ ผม ชอบตรงที่ สงบ มากๆครับ และยัง เป็นวัดที่สวยอีกวัดหนึ่ง การเดินทางมาสังขละ ครั้งนี้ทำให้ผม ได้อะไรอีกมากมาย ได้เห็น สะพานไม้ ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกๆคน ได้เห็น ศูนย์รวมจิตใจที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ ได้เห็น ความเป็นอยู่ของคนสามชาติ มอญ ไทย พม่า ที่รวมกันได้เป็นอย่างดี 

ผมกลับมาเก็บของ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ การเดินทาง ที่ ยังคงนึกถึง วันเวลาที่ดีเสมอ ก่อนจะกลับ ผมมาแวะ อีกที่หนึ่ง ที่ผม อยากมา นั้นก็คือที่




พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด


พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2485 - 2488 และภายในยังมีเรื่องเล่าต่างๆที่บอกเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟและความสูญเสียต่างๆ ให้เราได้เรียนรู้มากมาย

เส้นทางลงไปจะมี ทางเดินที่ สวยงาม ที่พร้อมจะพาเราย้อนวันเวลากลับไปดู สิ่งก่อสร้างในอดีต



ด้านใน มี คำที่กล่าวถึงผู้สูญเสียต่างๆ ที่เกิดจากสงคราม 


มุม อีกมุมหนึ่งของ ช่องเขาขาด ซึ่งแต่ก่อน ที่ตรงนี้น่าจะเป็นเส้นทางรถไฟอีกเส้นนึง


ผมเชื่อว่า ถ้าใครได้เข้ามา ที่ นี่แล้วต้อง ชอบแน่ๆครับ ทุกๆอย่าง มันทำให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็น ได้รับทราบ และที่สำคัญ ได้นึกถึงผู้สูญเสียทุกท่าน

ข้อมูลการเข้าชมและติดต่อ
- เปิดให้ชมทุกวัน จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 น. -16.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าชม
- ติดต่อสอบถามได้ที่ 034-531-347, 08-1754-2098, 08-1814-7564


การเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด
ตัวเมืองกาญจนบุรี - พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด 80 กิโลเมตร
น้ำตกไทรโยคน้อย - พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด 20 กิโลเมตร
พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด - น้ำตกไทรโยคใหญ่ 20 กิโลเมตร


ราคา 10990 บาทเท่านั้นเอง


ขอบคุณที่ติดตามรีวิว นะครับ ขอบคุณครับ



Share To:

yhibklong

Post A Comment: