ทริปนี้มันเริ่มจาก เสียงโทรศัพท์ของพี่คนนึง ดังขึ้นมา อย่างไม่ทันตั้งตัว สวัสดีครับพี่มีอะไรหรอ
เออ ก้องพี่มีตั๋วไปกลับ ฮอกไกโดมาขายให้ ในราคาพิเศษ
เท่าไหร่ครับ
5000บาท ต่อที่ มี2ที่ สนใจไหม
ผมตอบออกไปอย่างไม่คิด สน ครับ

และแล้ว มันก็เกิดทริปนี้ขึ้นมา...จนได้





สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ผม เดินทางด้วยสายการบิน แอร์เอเชีย x และยังเป็นครั้งแรกของผมด้วยที่ได้เดินทางด้วยสายการบินนี้  การเดินทางขอผม ใช้เวลาราว6 ชม จะบินจาก สนามบินดอนเมือง สู่สนามบิน ชิโตเซ่ เมืองซัปโปโร


การเดินทางครั้งนี้ สบายๆ อาจจะเป็นเพราะ แอร์เอเชีย x มีเบาะที่กว้างด้วย เลยทำให้การเดินทางระยะเวลากว่า 6ชม หลับได้อย่างสบายครับ และก่อนจะถึง สนามบิน ชิโตเซ่  อาหารที่เราสั่งไว้ ก็ มา เสริฟ ข้าวง่ายๆ แต่ทำให้มื้อเช้าของผม ก่อนจะลงเครื่อง อิ่มไปได้อย่างดี
จากเครื่องที่นุ่มสบาย ก็ ส่งผมมายัง สนามบิน เมื่อทำการผ่าน ตม เรียบร้อยแล้ว ก็จะมาเจอ เจ้าโดเรม่อน ตัวนี้ที่เดินยิ้มออกมาตอนรับ เราแต่ไกล


สิ่งแรก ที่เราทำการ ซื้อก็คือตั๋วรถไฟครับ เพื่อเข้าไปยังเมืองซัปโปโร ราคา 1070 เยน สำหรับใครมาถึงช่วงเวลาไหน ก็สามารถ เช็ครอบ รถไฟได้ที่ เวป www.hyperdia.com ได้นะครับ
พอมาถึง สถานี ซัปโปโร ผมก็มอง หาที่ฝากของ กันก่อน ที่ฝากของของที่นี่ มีหลายขนาดนะครับ ถ้าเอาใหญ่หน่อยก็ จะอยู่ที่500เยน-600เยน แต่ถ้าเราไม่ใหญ่มาก็มีแบบ 3-400เยน ครับ  


จากนั้นก็มาซื้อตั๋วรถไฟ เพื่อไปยัง โอตารุ ครับ ตั๋ว จะมี2แบบ แบบซื้อตั๋วไป ไปกลับ กับ แบบpass ซึ่งการซื้อแบบ Pass จะคุ้มกว่า คุ้มกว่าตรง จะมีตั๋วไปกลับ ซัปโปโร -โอตารุ แล้วยังมีตั๋ว นั่งรถไฟใต้ดินในเมืองซัปโปโร ฟรี1วันให้อีกด้วย ผมเลยเลือก ตั๋วแบบนี้ ชื่อว่า SAPPORO-OTARU WELCOME PASS ราคา1700 เยน 

จากสถานีซัปโปโร จะใช้เวลาไม่นาน ก็มาถึง ที่ โอตารุแล้ว 
ก่อนอื่นแนะนำ ว่าให้ มองหาแผนที่ เมืองก่อนครับ ซึ่งมีแจกฟรี ที่หน้าสถานี เลยครับ จะเป็น แผนที่น่ารักน่ารักเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
จุดแรก ของทริปนี้ ก็คือตลาดปลาซันคาคุอิจิบะ ซึ่งตลาดนี้จะอยู่ไม่ไกลจากสถานี รถไฟเลยครับ ใช้เวลาเดินมาไม่เกิน 3นาที ทางเข้าจะมีร้านนี้ขายอยู่แล้วให้มองทางซ้ายมือจะเจอทางเข้าไปในซอยเล็กๆครับ 
พอเข้ามาจะเจอ เจ้าตัวนี้ ปู ทะเลตัวใหญ่ และอาหารทะเลอีกมากมาย ซึ่งแต่ละร้านมีเมนู เด็ดๆมากมาย ทำให้เลือกกันแทบไม่ถูก 


ถ้าเข้ามาจะเห็นว่า ทุกๆร้านจะมีรูปอาหาร แปะไว้พร้อมราคา เลยครับ ใครชอบร้านไหนก็ นั่งได้เลยแล้วเดินไปชี้เมนูที่อยากทานได้เลยครับ 


ตัวผมเลือกร้านนี้ครับ ราคาไม่แพงเลย แถมอาหารก็สด ด้วย เบียร์สดที่นี่ก็อร่อยนะครับ ห้ามพลาดเลย ผมเลือก เมนูที่17 ครับ 2000เยน ถ้ากินที่เมืองไทยจานนี้ราวๆ1500บาทได้ ซึ่งแพวกว่ากัน หลายเท่ามาก

และแล้วก็มาแล้วครับ เมนูต่างๆที่ สั่งกัน มาทั้งหมด4จาน แต่ละจานนี่ใหญ่มากเลย 

จานนี้ที่ผมสั่งครับจะเห็นได้ว่า เนื้อผ้าและไข่หอยเม่น มาเต็มๆเลย ยังมีปลาแซลม่อนและเนื้อปูอีก ให้มาเต็มๆไม่ให้เห็นข้าวด้านล่างเลย จานนี้ จริงๆถ้ามาควร ทาน2คนนะครับ เพราะเยอะมากจริงๆ


หลังจากที่ผมทาน อาหารเสร็จแล้ว ก็ออกมาเดินชมบรรยากาศรอบๆเมืองอตารุ เรื่อยๆ ระหว่างทางหันไปเจอคนขายเบียร์ของเมืองโอตารุ ก็เลยสนใจลองซื้อมาดื่มซักขวดนึง หลังจากดื่มไปอยากจะบอกว่ารสชาติดีมากๆครับ อร่อยๆ นุ่มมาก 

และจังหวะโชคดีของผมที่ เป็นวันที่เค้ามีตลาดนัดเล็กๆ มีการนำเครื่องแก้วต่างๆมาขายในราคาที่ไม่แพง

ผมใช้เวลาไม่นานก็ มาถึงยัง โกดังริมน้ำของเมืองโอตารุแล้ว


แทบไม่น่าเชื่อว่า น้ำรอบๆแห่งนี้ แต่ก่อนจะเป็นน้ำที่เคยเน่าเสียมาก่อน เพราะน้ำตอนนี้ดูสะอาดมาก


ผมใช้เวลา ไปกับสายน้ำและโกดังสีสันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะหยุดการปล่อยหัวใจ แล้วเดินต่อไปยังที่จุดหมายใหม่

จุดหมายที่ บนถนน เส้นบางๆ เส้นที่ พาเราไปเรื่อยๆ เส้นที่ทำให้ผมเห็นและหลงรักเมืองนี้มากขึ้น
เมืองโอตารุ ยังคงเป็นเมืองที่สงบ และมีของและสินค้าน่ารักมากมาย


ไอติมที่แสนอร่อย กับ ข้าวโพดขาว ของดีที่ฮอกไกโด แม้ทั้งสองอย่างจะแพง แต่ก็คุ้มกับความอร่อยที่ได้ลอง

สุดท้ายก็มาถึงยังจุดหมายของเรา ร้านกล่องดนตรี ของเมืองนี้ เมืองที่จะได้ยินเสียงกล่องดนตรี ทุกมุมถนน จุดเด่นของหน้าร้านแห่งนี้คือนาฬิกา ตัวนี้ ซึ่งจะเหลือ เพียงแค่ 3 ตัวในโลกนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นนาฬิกาไอน้ำที่เมืองแวนคูเวอร์มอบให้เป็นที่ระลึกแก่เมืองโอตารุ และนาฬิกาจะส่งเสียงร้องทุก 15 นาที พร้อมพ่นไอน้ำขึ้นมาด้วย

เข้ามาด้านใน จะเจอ กล่องดนตรี เป็นหมื่นๆชิ้น 

ในร้านจะมี 2 ชั้น เราสามารถ เลือกซื้อของได้อย่างสบายๆ



ใครชอบ แบบไหนก็สามารถ เลือกซื้อหากันได้นะครับ 


เรายังสามารถลองฟังเพลงก่อนได้ด้วยนะครับ ลองหมุนๆ ฟังดู ว่าชอบไหม แต่สำหรับผม กล่องดนตรีพวกนี้ มันมี เเสน่ห์จริงๆครับ เพลงที่ฟังได้ไม่รู้เบื่อ เพลงที่ทำให้หัวใจพองโตได้เสมอ และการให้กล่องดนตรี ที่มีเสียงดนตรีเพราะๆ หวานๆ แม้วันเวลานึงที่เราส่งกล่องดนตรีนี้ให้ใคร ผมเชื่อว่าถ้าวันหนึ่งคนคนนั้นได้เปิดมาฟัง ได้เปิดมาชม ผมว่าเค้าจะคิดถึงเราอย่างแน่นอน 

ถ้าเดินออกมาใกล้ๆ กับร้านกล่องดนตรี จะมีตึกที่ขาย ของ  totoro อยู่ด้วยนะครับ ถ้าใครชอบก็แวะขึ้นมาชมได้นะครับ เพราะแต่ละตัวน่ารักและน่ากอดมากครับ

 ช่วงบ่าย ผม นั่งรถ เมล์มายัง ภูเขาเทนงุ(Tenguyama Ropeway) ค่าขึ้นเขา ไปกลับคนละ1165 เยน
 ด้านบน จะมี ศาลเทพเจ้าเทนงุ ครับ ถ้าเราไปลูบจมูก จะตามแบบที่เค้าบอกไว้ ก็จะได้ตามคำขอ ซึ่งมีการลูบ จมูกหลายแบบ ใครอยากประสบความสำเร็จในงานก็ให้ลูบแบบนึง ใครอยากมีความสุขก็ลูบอีกแบบ สำหรับตัวผม ก็ ลูบแบบขอให้สำเร็จเรื่องการงานครับ

แต่ไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้าย ที่วันนั้นผมขึ้นไป ไม่ได้เจอวิวเมือง แต่กับเจอทะเลหมอกแทน

 ทะเลหมอก ที่มาพร้อมหัวใจ ที่พัดผ่านเอาลมหนาวมา กระทบหน้าบางๆของผม ความเย็นที่มาพร้อมหมอกสีขาว รอบๆภูเขา

หมอกที่มาพร้อม กับความสวยงาม ผมไม่เคยเห็นหมอกริมทะเล ณ ที่ใดๆบนโลกนี้ แต่นี่คงเป็นครั้งแรกของผมที่โชคดีกว่าใคร


สายหมอกที่พัดผ่า พร้อมบอก ยิ้มทักทาย เราตลอดเวลา ลมเย็นๆที่หนาววนอยู่รอบกาย ความรู้สึกที่ทำให้ ผมยิ้มได้ ผมใช้เวลาอยู่นานแสนนานก่อนจะตัดสินใจลงมาด้านล่าง ความสุขและรอยยิ้มยังคงเก็บไว้ให้นานเท่านาน
ตกเย็น ผมเดินไปที่คลองโอตารุอีกครั้ง และเหมือนความแปลกตาครั้งนี้ก็ ผ่านเข้ามา ผมเจอสาวๆและผู้คน แต่งชุดกิโมโน กันเกือบทั้งเมือง แต่หลังจากสอบถามทำให้รู้ว่า วันนี้มีงานใหญ่ของเมืองโอตารุ นั้นเอง

ถนน หลักได้ถูกปิดเพื่อให้ผู้คนเดิน เข้ามายังงานที่อยู่บริเวณคลองโอตารุ
ตกเย็นผมหิวๆ พอดีเลย มานั่งทาน อาหารที่บูทนี้ มีทั้งเส้นยากิโซบะ หมูย่าง ลูกชิ้นต่างๆให้เลือกซื้อทานกัน


สำหรับความอร่อยผมให้ผ่านนะครับ เพราะวัตถุดิบและอาหารต่างๆ เค้าทำออกมาได้อร่อยดีจริงๆ

คลองโอตารุ ยามค่ำคืน ช่างสวยงามเหลือเกิน หากใครชอบมาถ่ายวิวสวยๆ ผมแนะนำให้มายังที่แห่งนี้เลยครับ การเดินวนรอบๆคลองยามค่ำคืน ทำให้ ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมว่าหากใครมีรักแค่กุมมือกันเบาๆ ที่แห่งนี้ ผมว่า คงจะโรแมนติกไม่น้อย

ตกกลางคืน งานวัดได้เริ่มขึ้น แสงสีต่างได้ส่องแสงขึ้นมา กิจกรรมต่างๆก็เปิดให้เล่นกันอย่างสนุกสนาน ปังๆ เสียงปืนลม ที่ถูกยิงขึ้นอย่างไม่ขาดสาย สาวๆหันกลับมาด้วยความดีใจ กับของรางวัลที่ได้รับ 

บางคนก็แวะมาซื้อของเล่น ต่างๆ ของเล่นที่น่ารัก น่าสะสม

แต่ที่ผมชอบมากก็คือการแต่งตัว เเต่งกายของชัดประจำชาติเค้า ช่างน่ารักเสียเหลือเกิน 

 และอีกอย่างที่น่าสนใจ ก็คือ การช้อนปลาทอง เด็กๆต่างกัน มามุงลุ้นกันด้วยความสนุก ความเฮฮาและรอยยิ้ม เกิดขึ้นอย่างตลอดเวลา เมื่อเด็กน้อยค่อยๆช้อน ปลาทองตัวน้อยก็ถูก จับขึ้นมาอย่างง่ายๆ แต่พอตัวที่สอง กระดาษก็ขาดเสียแล้ว
ไม่นานเสียง ดังบนท้องฟ้าก็ดังขึ้นมา แสงพลุที่อยู่บนฟ้า ส่องแสงมาอย่างสวยงาม

 ความสวยงามที่สาดแสงบนท้องฟ้า ทำเอาผู้คนต่างหงายหน้ามอง ผมคงส่งภาพให้ดูได้แค่นี้ เพราะความสวยงามจริงๆ มันสวยกว่านี้มากมาย
ที่นี่ยังมีขนมอร่อยๆ วางขายอยู่มากมาย อย่างที่เคยบอก ขนมที่ญี่ปุ่น อร่อยมากไม่เหมือนใคร ความหอมของแป้ง ผสมกับ กล้วยหอม ช่างลงตัว 

หรือถ้าใครอยากลองของคาวก็มีให้เลือกทาน ผมไม่แน่ใจ นี่เรียกพิซซ่า ญี่ปุ่นหรือเปล่า 



สุดท้าย 1 วันกับ โอตารุ ผมชอบ เมืองนี้นะครับ แม้วันที่ผมไปจะเป็นช่วงหน้าร้อนก็ตาม แต่ ความสวยงาม ก็ยัง มีให้ชมตลอด หน้าร้อนของที่นี่ไม่เหมือนหน้าร้อนเลย เพราะอากาศยังเย็นสบายตลอดเส้นทาง ความสวยงามของหน้าร้อนก็คือพลุที่ ส่องขึ้นฟ้าตลอด พลุที่ทำให้ รู้ว่าหน้าร้อนของที่นี่มีอะไรมากกว่าที่คิด และเส้นทางของเสียงกล่องดนตรี ตลอดข้างทาง มันทำให้รู้ว่าเมืองนี้ตั้งใจ ที่จะมอบความรักให้เราตลอดทาง หากใครชอบเมืองเล็กๆที่ไม่วุ่นวาย อาหารทะเลสดๆ และยังมีของน่ารักน่ารักให้เลือกซื้อหา และยังมีคลองที่พร้อมจะมอบหัวใจและความโรแมนติกแล้ว ไม่ควรพลาดเมืองนี้เลย

Share To:

yhibklong

Post A Comment: