ตอนที่ 1 : เตรียมตัวก่อนก่อนเดินทาง







การเตรียมเอกสารต่างๆ สำหรับการเดินทางไปยังฝรั่งเศสนั้นจริงๆแล้วไม่ยากเลย และสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองง่ายๆด้วย แถมยังใช้เวลาเตรียมตัวไม่นานอีกต่างหาก โดยขั้นแรก ต้องเข้าไปที่เวป https://www.tlscontact.com/th2fr/login.php?l=th เพื่อสมัคร ลงทะเบียนเสียก่อน จากนั้นก็ทำการเลือกวัน เพื่อเข้ามายื่นเอกสารและทำการสแกนลายนิ้วมือ (เฉพาะครั้งแรกเท่านั้น) เเละเตรียมเงินมาชำระ ค่าวีซ่าต่างๆด้วย

สำหรับการเดินทาง


การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณสายการบิน Air France มากๆครับ ที่สนับสนุนเรื่องตั๋วการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นสายการบินไม่กี่สายที่บินตรงจากกรุงเทพ ถึง ปารีส โดยใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมงเท่านั้น และ ยังมีช่วงโปรในราคาพิเศษอีก ทยอยปล่อยออกมาเรื่อยๆ ที่ผ่านมาออกราคา เริ่มต้นเพียงแค่ 25,XXX บาท เพื่อนๆสามารถติดตาม ข้อมูลโปรโมชั่นต่างๆได้ที่ หน้าเวป Air France ได้เลยครับ หรือที่เฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/Airfrance



สำหรับ ขั้นตอนเช็คอิน สำหรับใครที่มีตั๋วแล้วพร้อมออกเดินทาง เราสามารถ ทำง่ายได้ที่ เวป Air France ได้เลย หรือdownload app “Air France” ลงมือถือได้เลยครับ สะดวกดี และยังสามารถ ปรับเปลี่ยน ที่นั่งได้ด้วยตนเองด้วยครับ ที่สำคัญ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ 

หากต้องการเลือกที่นั่งพิเศษ เช่น ที่นั่งตรงทางออก (ราคาประมาณ 3พันกว่าบาท) อัพเกรดที่นั่งเป็น Premium Economy หรือใครที่มีกระเป๋าสัมภาระเพิ่มก็สามารถซื้อเพิ่มได้ตอนทำ check in online เลยครับ จะได้ราคาถูกกว่าไปซื้อที่สนามบิน 20% ครับ ของ Air France กระเป๋าโหลดเครื่องได้ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 23 kg ครับ สามารถนำสัมภาระขึ้นเครื่องได้อีก 1 ใบที่ขนาดไม่ใหญ่และหนักเกินกว่าที่ทางสายการบินกำหนด














เมื่อเรา ทำการเช็คอินออนไลน์ มาแล้ว เมื่อมาถึงหน้าเคาน์เตอร์ก็สามารถ โหลดกระเป๋าแล้วเดินทางได้เลย Check in ของ Air France จะอยู่ที่ Row P ตรงไปที่ช่อง Drop off Luggage 







สำหรับใครมีตั๋วเดินทางแบบ ชั้นธุรกิจ ก็สามารถมาใช้ Lounge ได้ฟรีนะครับ ส่วนใครที่เดินทางชั้น Premium Economy และ Economy ถ้าสนใจใช้บริการห้องรับรอง ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ check in ได้เลยครับ มีค่าบริการแค่ 1,000 บาทสำหรับผู้ใหญ่ หรือถ้าใครเป็นสมาชิก Flying Blue ก็สามารถใช้ไมล์แลก 5,000 ไมล์ 


ที่สนามบินสุวรรณภูมิ Sky Lounge อยู่หลังจาก check in ผ่านขั้นตอนตรวจ security แล้ว ทาง gate G ที่ชั้น 3  หาไม่ยากครับ 

ด้านในบรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย เงียบสงบดี มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารให้อ่านฆ่าเวลา มี wifi ให้เล่นฟรีไม่จำกัดเลย มีปลั๊กไฟให้ใช้อุปกรณ์ electronic ได้เต็มที่  มีห้องอาบน้ำ และมีไดร์เป่าผมไว้ให้บริการด้วย มีขนม และอาหารว่างให้ทานกันอย่างมากมาย ยังมีเครื่องดื่มให้หยิบจากตู้ทานได้เลยไม่อั้น และมีเครื่องดื่ม alcohol ไว้บริการด้วยครับ 


ยังมีมุมส่วนตัวด้วยนะครับ เรียกว่า ค่อนข้างส่วนตัวเลยทีเดียว 


หนังสือ นิตยาสาร ก็มี มาให้เลือกอ่าน เยอะมากครับ 


นั่งพอได้เวลา เจ้าหน้าที่จะประกาศแจ้งให้ มาขึ้นเครื่อง พร้อมเดินทาง





ยังมีมุมส่วนตัวด้วยนะครับ เรียกว่า ค่อนข้างส่วนตัวเลยทีเดียว





หนังสือ นิตยาสาร ก็มี มาให้เลือกอ่าน เยอะมากครับ 




มาขึ้นเครื่อง พร้อมเดินทาง เมื่อขึ้นเครื่องมาแล้ว เราจะพบจอทีวี ด้านหน้าที่นั่ง ซึ่งจะเป็นจอส่วนตัวของแต่ละคนเลย สำหรับจอนี้จะมีหนัง เกม และเพลง พร้อม ทำให้การเดินทาง ใน12ชั่วโมง ไม่น่าเบื่อเลย ครับ สำหรับอาหาร จะมีให้บริการ 2ครั้ง คือเมื่อเครื่องออกไปซักระยะ กลับอีกครั้ง ก่อนจะถึง ฝรั่งเศส สำหรับอาหาร ก็มี มาให้ทานอย่างจุใจเลยครับ ที่สำคัญ มาพร้อม ไวน์ ที่เติมได้ไม่อั้นด้วย ส่วนระหว่างทาง เราสามารถ เดินทาง เติมน้ำ หรือ มาหาขนม ผลไม้ต่างๆทานได้ จะเป็นบริการตัวเอง แต่ ก็ แวะมาทานได้อย่างไม่อั้นนะครับ เต็มที่เลย สำหรับใคร ชอบชมวิว ผมแนะนำ ให้เลือกข้างๆหน้าต่างนะครับ เพราะจะเห็นวิวที่สวยมากๆ ตลอดการเดินทางเลยครับ ก่อนจะถึงที่หมาย มีบริการเสริฟอาหาร อีกมื้อ ส่งมาให้ ทานก่อน เรียกว่า บริการกันสุดๆ ตลอดการเดินทาง


สำหรับอาหาร จะมีให้บริการ 2ครั้ง คือเมื่อเครื่องออกไปซักระยะ กลับอีกครั้ง ก่อนจะถึง ฝรั่งเศส สำหรับอาหาร ก็มี มาให้ทานอย่างจุใจเลยครับ 




ที่สำคัญ มาพร้อม ไวน์ ที่เติมได้ไม่อั้นด้วย 



ส่วนระหว่างทาง เราสามารถ เดินทาง เติมน้ำ หรือ มาหาขนมต่างๆทานได้ อีกนะครับ จะเป็นบริการตัวเอง แต่ ก็ แวะมาทานได้อย่างไม่อั้นนะครับ เต็มที่เลย 




มีไอติมด้วยนะ 







สำหรับใคร ชอบชมวิว ผมแนะนำ ให้เลือกข้างๆหน้าต่างนะครับ เพราะจะเห็นวิวที่สวยมากๆ ตลอดการเดินทางเลยครับ 






สุดท้าย ก่อนจะถึงที่หมาย อาหาร มื้อ สุดท้าย ก็ ส่งมาให้ ทานก่อน เรียกว่า บริการกันสุดๆ ตลอดการเดินทาง 








สำหรับการเดินทางใน ปารีส มีหลากหลายวิธี และ วิธีที่ผมคิดว่าสะดวกที่สุด และประหยัดที่สุดก็คือ การนั่งรถไฟ ครับ สำหรับการซื้อตั๋ว จะมีเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ ซึ่งมองหาซื้อได้ไม่ยาก 


แบ่งการ ซื้อตั๋ว เป็น 2 แบบนะครับ 


1 Paris Per Train เป็นตั๋วรถไฟจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองปารีสใบละ 9.75 ยูโร

2 ตั๋วรถไฟใต้ดิน ที่ไว้ใช้เดินทางในปารีส มี 10 ใบ ราคา 13.7 ยูโร 







เมื่อซื้อตั๋วเสร็จแล้ว ก็พร้อมเดินทางกันได้เลยครับ





สำหรับที่พักคราวนี้ ผมจอง ที่พักใน เวป air bnb นะครับ ซึ่ง เป็นบ้านของคนฝรั่งเศสแล้วนำมาปล่อยให้เช่า ครับสำหรับราคา ไม่แพงเลย ตกอยู่คืนละ 2000 นิด เอง ซึ่งห้องพักกว้างขวางมาก แถมยังสะอาด สุดๆ 











มีห้องนั่งเล่นด้วย 














ผมเชื่อว่า ถ้าใคร มาฝรั่งเศส คงจะต้องตกหลุมรักกัน แน่นอน 







หากถ้ามีโอกาส ก็ ลองแวะไปเที่ยวกันนะครับ 








ตอนที่ 2 : อาสนวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส ฝรั่งเศส: Cathédrale Notre-Dame de Paris 


ลมหนาวที่พัดผ่าน อากาศเย็นๆที่กำลังลอยพัดมาตามลม จนทำให้ใจผมหนาวสั่น แต่โชคดีของผมกระมั้งที่มีไออุ่นจากแสงยามเช้าที่คอยมาช่วยให้ผมคลายหนาว เช้าวันนี้ไม่เหมือนวันไหนๆ เช้าวันนี้มันทำให้ผมเห็นบรรยากาศรอบตัวที่แตกต่าง เช้าวันที่ สายตาของผมมองไปข้างหน้า แล้วบอกกับหัวใจที่ชาเย็นว่า ความงามที่เห็นมันช่างสวยเหลือเกิน







ความ หนาวที่ ผ่านพัดกาย เมื่ออากาศที่หนาวราวๆ5องศาในยามเช้า การได้เห็นคู่รัก คู่หนื่ง เดินจับมือ กันมา ความรู้สึกผมกับอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นี่ละมั้งที่เค้าว่า รัก มีอยู่ทุกที่บนโลกใบนี้


ผมเดินจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ไม่นานนักก็มา ถึง ยัง วิหารน็อทร์-ดาม



ความงามมุมเล็กๆ ที่จัดวางได้อย่างลงตัว





แสงสี ที่ส่องประกาย ราวกับ ชวนผมให้หลงใหล




การได้มามองเห็น ได้มาเปิดโลกกว้าง มันทำให้ผมเห็นว่า สิ่งสวยงามมัน มีอยู่หลากหลายที่ แต่ความสวยงาม ที่ลงตัว และ มีคุณค่า มันมักจะมีอยู่ไม่กี่ที่ ในโลกใบนี้




หาก ถ้าคุณเปิดใจ เปิดกาย คุณจะรู้ว่า สถานที่บางแห่ง มันคุ้มค่าเพียงใด ในการที่ได้ มาถึง ได้มาเห็น







มันคงไม่แปลก ถ้าผมจะหลงรักที่แห่งนี้ ที่ๆมีคุณค่า มากมายเสียเหลือเกิน




อย่างที่ผมพร่ำบอก การเดินทางมีคุณค่าเสมอ หากหัวใจเราเปิดให้กับเค้า ความรักมันมักจะมาโดยที่เราไม่ได้คิด หากถ้าเราทิ้งความรักนั้นไป ความรักก็แค่ตายแห้งเหี่ยวไปเสีย แต่หากความรักนั้น เราเปิดรับเค้าไว้ ผมเชื่อเหลือเกิน ความรักนั้นจะเป็นความทรงจำ ที่ดีเสมอให้กับคุณ ในยามที่คิดถึง มัน







ตอนที่ 3 : มองท้องฟ้า ชมวิวเมืองหลวง ที่ ตึก Montparnasse tower 

ท้องฟ้า ในวันมืดหม่น สีเมฆเป็นดังสีเทา ท้องฟ้าช่างเหงาเหลือเกิน ระหว่างทางที่เดินไปพร้อมลมที่พัดพา ใบหน้าของผมได้แหงนมองท้องฟ้า ท้องฟ้าวันนี้ ช่าง ดูเหงาเหลือเกิน ท้องฟ้าที่ไม่ส่งยิ้มสดใสมาให้ สายลมหนาวที่พัดผ่าน หอบเอาลมหนาวพร้อมความเย็นจับใจ มาสู่ตัวผม ยิ่งแสงแดดที่หายไป ทำเอาความหนาวสั่นของผม มากขึ้นกว่า เดิม ผมเดินทางจนมาสู่ตึก Montparnasse tower ตึกที่สูงที่สุดในเมืองปารีสแห่งนี้






ค่า ขึ้นตึก ตกคนละ 13.5 ยูโร ผมไม่รอช้าจ่ายเงินแล้วเดินทางสูยอดสูงสุดของตึกแห่งนี้







ท่ามกลางความงดงาม ของบ้านเมืองที่ผมได้เห็นด้านหน้า มันเหมือน สวรรค์ ที่ไม่น่าเชื่อว่าผมจะได้เห็น แสงสีทองที่ส่องลงมาเป็นประกาย หมายให้ ผมจับจ้องมองดู สิ่งด้านล่าง ลมที่พัดใส่หน้า ทำเอาหน้าผมเย็นและชา แต่ มันก็มิทำให้ ผม คลาดสายตาไปจาก ที่แห่งนี้เลย







หาก มีไออุ่นเสียนิดก็คงจะดี ผมคงจะได้ยืนได้อีกนานแสนนาน ผมคงได้แต่บ่นพรึมพรํา อยู่รอบกาย แต่ไม่นานนัก วินาที ที่แสงอบอุ่น สาดส่องลงมา ไออุ่น ที่เปิดฟ้า จากแสงสีเทาให้กลับกลาย เป็นแสงสีทอง ทำเอาราวเมืองด้านหน้า มีชีวิตขึ้นมา ได้ อย่างน่าตกใจ







เวลาที่ผ่านพ้น แสงตะวันที่เคยสาดแสงกลับมืดลงอย่างช้าๆ แสงยามเย็นกลับถูกปลุกขึ้นมา แสงสีที่เกิดจากดวงไฟ ค่อยๆทยอยเปิดขึ้นมาทีละดวงทีละดวง จนทำให้เกิดเป็นดวงไฟ ที่หมายบอกว่า ปารีสแห่งนี้ กลับมามีชีวิต มีความสนุก ในยามที่ท้องฟ้ามืดมิด







เสียดาย หากถ้าใครได้มายืนบนนี้ บนที่แห่งนี้ คงจะได้รับรู้ถึงความสวยงาม ของพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ผมได้เพียงแต่เก็บ ภาพของที่แห่งนี้ไว้ เผื่อวันไหน ที่ผมได้คิดถึง ได้นึกถึง เพียงผมหยิบรูป ในนี้ขึ้นมา ผมคงจะได้คิดถึง วันที่ มีสุข เป็นแน่แท้














ตอนที่ 4 : Chateau de Versailles กับ Montmarte


หาก มา ฝรั่งเศส หลายๆคนต้องไม่พลาด มาเที่ยวยัง วัง แวร์ซายส์ เป็นแน่แท้ สำหรับการเดินทาง มายัง ที่นี่นั้นไม่ยากเลย ให้นั่ง รถไฟ RER สาย C ปลายทางสถานี Chateau de Versailles ผมใช้เวลาไม่นานนัก ก็มาถึง ยังที่หมาย








หากความเย็นคงหนาวเช่นวันก่อนๆ หลังจากลงจากรถไฟแล้ว ผม เดินออกมาเรื่อยๆตามท้องถนน ท้องฟ้าวันนั้น ยังคงมัวหมอง ท่ามกลางอาหารที่หนาวเย็น ผมได้แต่รีบเดินไปยังจุดหมาย








เพียงเวลาไม่นาน ผมก็เดินมา ถึง ทางด้านหน้า ด้านหน้าที่มีรั้วสีทอง เด่นเป็นสง่า 





ความงดงาม แม้จะถูก แสงที่มืดครึ้มบดบังไปบ้าง แต่ ก็ยังคงมีความสวยงามอยู่ไม่น้อย 







ภายในวัง มีทางเดินให้ชมห้องต่างๆ ให้ชมมากมาย และของทุกชิ้นก็เป็นของที่เคยใช้งานมาจริงๆ




ที่นี่ ถ้า ต้องการเดินชม ให้ครบทุกห้อง ผมว่าต้องมีเวลา ต่ำๆ ราวๆครึ่งวันเลยทีเดียว หากแต่เวลาของผมไม่ได้อำนวยมากนัก เลยทำให้ มีเวลาเดินชม ไม่นานนัก ก็ต้องรีบกลับไป 




ผมคงได้แต่เก็บความงดงามเอาไว้ให้มากที่สุดที่จะทำได้ ได้แต่บ่นเสียดายเวลา ที่ทำให้ ผม หลงรักที่นี่ได้ไม่เพียงพอ




ตลอดการเดินทางกลับมายังเมืองปารีส มันเหมือนร่างกายผมได้ซึมซับ บรรยากาศที่ยากจะหาในที่ใดๆบนโลกใบนี้ได้ บรรยากาศที่เรียบง่าย กับอากาศที่แสน ดี และสถานที่ต่อไป ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด กับที่แห่งนี้ ที่ Montmarte





การเดินทาง มาก็แสนง่าย เพราะมี สถานีรถไฟให้เลือกลง หลายเส้นด้วยกัน แต่ถ้าหากอยากมาใกล้ๆ ผมแนะนำให้มาลงที่ ANVERS แล้วเดินต่อ อีกนิดหน่อย สำหรับที่นี้ เมื่อขึ้นมา จะพบกับ วิว เมืองปารีส อีกมุมหนึ่ง









ฝนเริ่มตกลงมา อย่าต่อเนื่อง ลมที่แสนแรง กับพัดพาใส่ตัวผม ผมได้แต่มองไปยังด้านหน้า และหวังให้ ฝนหยุดตก แต่ ด้วยฟ้าฝนคงเห็นใจ ทำให้ฝนที่ตกรุนแรง ทยอย อ่อนลง ภาพเบื้องหน้าที่เปิดเผยให้เห็นวิว วิวหลังฝน ที่ แม้จะออกสีเทาหม่น แค่ไหน แต่ก็เป็นภาพที่สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ




ด้วยแรงลม ที่หนาวเย็น ตอนเดินลงมา ผมได้เห็น ร้านช็อคโกแล็ต ที่น่าทานเสียเหลือเกิน กลิ่นที่หอม ชวนให้ผมหลงใหล ผมจึงไม่พลาดที่จะเข้าไป สอบถามราคา และสั่งซื้ออย่างไม่คิด




















ตอนที่ 5 : มงต์ ชาน มิเชล ( Le Mont Saint Michel )




เช้านี้ของผม เริ่ม ท่ามกลางอากาศหนาว พร้อมผู้คนมากมาย เช้าที่ผมต้องออกไปนอกเมืองปารีส และไปค้างคืนในเมือง มงต์ ชาน มิเชล ผมรอไม่นานนัก รถไป ที่จะพาไปยังที่หมายก็มาจอดรอ ความงง งวย พร้อมความง่วง ยังคงหมันวนอยู่ พอได้ขึ้นรถไป ผมไปยังเบาะที่ผมได้จองไว้ ที่นั่ง ริมหน้าต่างใบใหญ่ ผมหยิบขวดชาที่ ชงมาเมือเช้าเปิดดื่ม ระหว่างรอรถไปเคลื่อนที่ เพียงไม่นาน เสียงรถไฟ ก็ ดังพร้อมพาผมออกไปยัง อีกเมืองหนึ่ง


ระหว่างทาง ผมเฝ้ามอง ภาพจากหน้าต่างใบใหญ่ หน้าต่างที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี ใบหน้าของผมที่มองผ่านออกไปดูน้ำฝนที่ตกมากระทบหน้าต่าง น้ำฝนที่ ทำให้ ความสวยระหว่างทางเป็นวิวอีกแบบหนึ่ง เวลาผ่านไปเนินนาน ซักพักหนึ่งก็มาถึง เมือง มงต์ ซาน มิเชล ผมหยิบกระเป๋าใบใหญ่ พร้อมเดินไปต่อรถใกล้ๆ สถานีรถไฟ เพื่อเข้ามา ยัง บริเวณที่ใกล้ๆกับวิหาร ใช้เวลาราวๆ 15 นาที ก็มาถึงยังจุดหมาย








ความงามที่อยู่ด้านหน้า บอกคำตอบผมหมายว่ามาถูกทางแล้ว




หากใครจะเดินทางสู่วิหาร จะมีรถรับส่ง บริการฟรีอยู่ด้านหน้า หรือจะเลือกเดินเรื่อยก็ได้


ผมแวะไปเก็บของที่โรงแรมที่จองไว้ แล้วกลับเข้ามาเดินเล่นภายใน









ด้านในทำให้เรารู้ว่า ความยิ่งใหญ่สมัยก่อน มันยิ่งใหญ่แค่ไหน ความกว้างที่ถูกออกแบบมาพร้อมความสวยงาม ด้านในยังมีของฝากร้านอาหาร และโรงแรม มากมาย


ภายในยังมี จุดที่ให้ถ่ายรูป อยู่หลากหลายมุม 




ขอบอกประวัติคร่าวๆ ของที่แห่งนี้ วิหารนี้เทียบได้กับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งกรุงโรม สร้างมาหลายยุคหลายสมัยเปลี่ยนแปลงรูปแบบตลอดการสร้าง จนปี ค.ศ. 966 นักบวชนิกายเบเนดิกตีนจากวิหารแซ็งว็องดรีย์ ได้สร้างโบสถ์และอาคารขึ้นใหม่เป็นอารามขนาดใหญ่ และตั้งชื่อใหม่ว่า “มงแซ็งต์ มิเชล” ตัววิหารตั้งอยู่บนฐานหินแกรนิตขนาดใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเล 75 เมตร


สำหรับผม การได้มาที่แห่งนี้ มันมีค่ามากมาย การได้เห็นสิ่งสวยงาม ที่สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในสมัยก่อน การได้เห็น ถึงงานการก่อสร้างที่ทำอย่าประณีต แล้ว ผมคงพูดอะไรมากกว่าคำว่าคุ้มไม่ได้เสียแล้ว










อย่างที่ผมบอก ว่า วิหารมงต์ ชาน มิเชล ( Le Mont Saint Michel ) แห่งนี้ ถูก น้ำล้อมรอบ พอน้ำแห้งสิ่งที่ได้เห็น ก็ คือทราย จำนวนมาก ที่ล้อมรอบแทน













ก่อนกลับ ผมได้แต่มอง วิหาร มอง มงต์ ชาน มิเชล ( Le Mont Saint Michel ) วิหารที่ทำเอาภาพที่ผมถ่าย ลดทอนความสวยงามไปเลย ความสวยที่ผมได้เห็นจากตา มันสวยมากกว่าจนผมอยากบอกเล่ามากกว่าภาพถ่ายมากมาย แต่คงทำได้แต่เพียง ส่งรูปเหล่านี้ ให้ ออกมาเท่า หรือใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด 











เช้าวันใหม่ เป็นวันที่ผม ต้องลากลับจากเมืองนี้ เช้าวันนี้ แปลก จากเมื่อวานที่ฝนตก วันนี้กลับเป็นเช้าที่สดใส อย่างน่าตกใจ


เช้าที่ทำให้ ผมเห็นความสวยงามก่อนกลับ อีก มุมหนึ่ง เช้าที่ผมสูดอากาศที่สดชื่น พร้อมความงามไปด้วย





สุดท้ายก่อนจากลา ด้วยรูปใบสุดท้าย หากเพื่อนๆคนไหน ไม่เคยมาประเทศนี้ หรือ เคยมาแล้ว สำหรับผมที่เคยมาครั้งแรก ผมบอกได้เพียง ประเทศฝรั่งเศส มี อะไรหลายๆอย่างที่ผมไม่เคยเห็น และประเทศแห่งนี้ มี ศิลปมากมายเสียเหลือเกิน ที่ชวยเชิญ ให้เพื่อนๆ แวะมาเยี่ยมชม และผมก็ยังเชื่อว่า ยังมีอีกหลายๆเมืองที่ผม ไม่ได้ ไป ยังมีความงามที่รอ ให้ ผมกลับไปค้นหาอีกครั้ง และหากถ้าผมมีเวลา ผมคงจะกลับไปตามหาเมือง ที่ผมยังขาดอยู่แน่แท้















Share To:

yhibklong

Post A Comment: