สวัสดีเพื่อนๆ ที่มีหัวใจรักการท่องเที่ยวอันว่าศิลปะล้ำค่า ย่อมเลอค่าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันกาล

สถาปัตยกรรม เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ และภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี 
ถ้ากล่าวถึงดินแดนที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์ในโลกนี้เชื่อได้ว่า กัมพูชาต้องเป็นหนึ่งในคำตอบของใครหลายๆ คนนึกถึง 
เพียงอาจจะถูกบดบังไปด้วยหมอกควันความขัดแย้งระดับภายใน-ภายนอกประเทศ หรือการเข้าถึงยากของนวัตกรรมที่บ่งถึงความเจริญของโลกพัฒนา 

วันนี้ผมขออาสาพาเพื่อนๆ ไปเยี่ยมชมกัมพูชา ถ้าพร้อมแล้วเก็บกระเป๋า แบกเป้+พาหนะ 2 ล้อสักคันชมมนต์ขลังของศิลปะกัมพูชาหลังม่านหมอก ผ่านเลนส์ของผมกันครับ กับ...


“Cambodia Artis...”





ปล. สำหรับ เพื่อนๆ ที่ต้องการติดตาม หรือสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.facebook.com/Nejuphoto
ปล2. ยังไงถ้าถูกใจ ชอบใจรีวิว ขอเป็นกำลังใจคนทำรีวิว ซักเม้น ซักไลค์ หรือกติดตามบล็อกด้วยนะครับ ^^


เพิ่งเปิดเที่ยวบินได้ไม่นาน พอผมรู้ข่าวก็รีบจับจองช่วงวันหยุดยาวเดือนเมษายน ที่ผ่านมากันเลยครับกับเส้นทาง กทม – เสียมเรียบ บินตรงทุกวันจาก AirAsia



ด้วยความไม่รู้ตาสีตาสา เลยเลือกที่จะสั่งอาหารบนเครื่อง แต่... เครื่องบินใช้เวลาในการบินประมาณ 1 ชม.
ทานข้าว ทานน้ำเสร็จ ยังไม่ทันลงกระเพาะ กัปตันได้ประกาศให้คาดเข็มขัดเพื่อเตรียมเครื่องลงแล้ว บร๊ะเจ้า!!! ไวอะไรอย่างนี้ ไวกว่าบินไปเชียงใหม่ ภูเก็ตอีกเนี่ยนะ ><



ถึงแล้วครับ สนามบินนานาชาติ เสียมเรียบ กัมพูชา บอกเลยว่าอากาศร้อนฝุดๆ





ตอนได้รับเมลตอบกลับจากทางโรงแรมดีใจมาก เพราะทางโรงแรมได้แจ้งว่าจะนำรถ Taxi มารับ โฮะๆๆๆ สวรรค์บันดาล
อากาศร้อนไม่กลัวอีกต่อไปยังไงก็ได้นั่งในรถตากแอร์เย็นฉ่ำ ออกมาจากจุดรับกระเป๋า มีพนักงานชูป้ายชื่อเราและพาเดินมายังรถที่จอด... แต่เอ๊ะ ทำไมเดินมานอกสนามบินกันนะ



นี่หรือ Taxi ขอค้างเงียบกลางแดดร้อนๆอยู่ 10 วินาที เหอะ ><
ใช่ครับ รถแบบนี้แหล่ะที่กัมพูชาเรียกว่า Taxi เป็นพาหนะหลักในการท่องเที่ยวในที่ต่างๆเลยนะครับ คือ มอเตอร์ไซค์พ่วงนั่นเอง

หลังจากเช็คอินที่พักโรงแรมเรียบร้อย วันนี้ก็ไม่ได้ปั่นจักรยานครับ ขอลองใช้บริการ Taxi สุดหรูดูอีกซักรอบ
ต่อรองราคามาได้ที่ 15 US$ พาไปซื้อตั๋ว – พนมกรอม – โตนเลสาบ – Pub Street ถือว่าเป็นราคาตลาดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะได้ในราคานี้นะครับ 
บรรยากาศบ้านเมือง บอกได้เลยว่าทั้งแดดร้อน ทั้งฝุ่นเยอะ ฮ่าๆๆ แต่กลัวซะที่ไหน เตรียมตัวเตรียมใจมาเปิดโลกทัศน์ซะที สู้ครับ ^^



ค่าตั๋วเข้าชม กลุ่มปราสาทบริเวณนครวัด-นครธม สนนราคาอยู่ที่ ต่อคน
1 day = 20 US$
3 day = 40 US$
7 day = 60 US$
ผมเลือกแบบ 3 day ครับ



ใช้เวลานั่งสิ่งที่เรียกว่า Taxi จากตัวเมืองเสียมเรียบ มาถึง ทางขึ้น พนมกรอม ประมาณ 30 นาที 
ดูพยากรณ์อากาศ เค้าบอกว่าฝนจะตกครับ แต่ไหงฟ้าเปิดเพียงนี้ล่ะคร๊าบบบ ไร้วี่แววฝนเลย ดีครับ อากาศดีๆ ฟ้าสวยๆจะได้ภาพสวยๆกลับไป ทนร้อน(มาก)หน่อย ^^



รถจอดได้แค่ด้านล่าง จากนั้นต้องเดินขึ้นมาตามทางอีกประมาณ 30 นาที ไม่มีที่ร่มให้หลบร้อน สภาพทางเดินเป็นลูกรัง กลางแดดเปรี้ยงแต่วิวด้านข้างบอกได้เลยว่าสวยงามมาก



ระหว่างทางมีวัดเป็นจุดสังเกตครับ อีกนิดเดียวก็ถึงพนมกรอบแล้วครับ



พนมกรอม (Phnom Krom)

เป็น 1 ใน 3 ศาสนสถานที่ตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นที่ตั้งของปราสาทพนมกรอมถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 โดยลักษณะผังปราสาทเรียงกันสามหลัง
เป็นการสร้างเพื่ออุทิศถวายให้แก่เทพเจ้าทั้ง 3 ในศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม





จากบนยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพนมกรอม นับเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็นโตนเลสาบได้จนสุดสายตา



โตนเลสาบ (Tonle Sap)

สถานที่ท่องเที่ยวอันยิ่งใหญ่ของเสียมเรียบไม่ได้มีแต่เพียงกลุ่มปราสาทต่างๆเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมี โตนเลสาบ 
ทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่ว่ากันว่าในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้และหล่อเลี้ยงชีวิตชาวกัมพูชาได้ทั่วประเทศไม่แพ้ปราสาทต่างๆเลยทีเดียว



จากตัวเมืองเสียมเรียบใช้ทางหลวงหมายเลข 63 ไปทางทิศใต้ จากนั้นใช้เส้นทางชนบทไปหมู่บ้านกำปงปล๊ก 
รวมระยะทางประมาณ 25 กม. จนถึงท่าเรือ สำหรับค่าเรือบริการนำเที่ยวประมาณ 20 US$ ต่อคน และจะมีค่าผ่านทางอีกคนละ 1 US$



การล่องเรือครั้งนี้ จะผ่านหมู่บ้านกำปงปล๊ก เป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ประมาณ 4000 คน 
จุดเด่นของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ที่การเที่ยวชมบ้านกลางน้ำที่สร้างเรียงต่อกันหลายหลัง โดยบ้านทุกหลังจะสร้างด้วยไม้ และยกสูงกว่า 7 เมตร
หลังจากชมหมู่บ้านกำปงปล๊กกันแล้ว เรือจะพาออกไปสู่ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย



ตามประวัติได้กล่าวไว้ว่า พื้นที่ส่วนนี้เป็นของชนเผ่าของเวียตนามที่พลัดถิ่น แต่ด้วยการที่ชาวกัมพูชาไม่ชอบคนเวียตนาม 
จึงขับไล่ให้ไปอยู่ในทะเลสาบ และกีดกันไม่ให้เข้ามาใช้ชีวิตบนแผ่นเดินของกัมพูชา เลยกลายเป็นที่มาของทะเลสาบแห่งชีวิต 
ที่ผู้คนในนี้ไม่เคยเหยียบย่ำบนผืนแผ่นดินจริงๆซักที ถ้าเป็นเรื่องจริงอย่างที่กล่าวมา ต้องบอกเลยว่าช่างน่าสงสารและหดหู่มากครับ



โตนเลสาบเป็นทั้งแหล่งหาอาหาร แหล่งการเรียนรู้ แหล่งชุมชนย่อยๆ มีสถานีตำรวจกลางน้ำ มีโรงเรียนกลางน้ำ 
มี minimart กลางน้ำ มีสถานอนามัยกลางน้ำ และใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางไปมาหาสู่ต่ามที่ต่างๆ



อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่คือการชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็น แสงสีทองสะท้อนน้ำ เหมือนเป็นการบ่งบอกถึงช่วงเวลาในแต่ละวันกำลังจะหมดไป 
วิถีชีวิตที่โตนเลนั้นช่างน่าสงสาร และมีสเน่ห์ไปในตัว ชวนให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมวิถีบนลุ่มน้ำแห่งนี้



ผมได้ให้ Taxi มาส่งบริเวณแหล่งสีสันตอนกลางคืน ย่าน Pub Street เพื่อเช่าจักรยาน ปั่นเที่ยวในวันพรุ่งนี้

ราคาจักรยานจะอยู่ที่ต่อคันต่อวัน 1 – 2 US$ คิดเป็นชั่งโมงชนชั่วโมง เช่าตอน 19.00 ก็ต้องมาคืนไม่เกินเวลานี้ในวันถัดไป
เอกสารที่ใช้ในการเช่าจักรยาน คือ Passport ตัวจริง หรือจะเป็นเงินมัดจำ 30 US$  แล้วแต่เราเลือกครับ
ส่วนราคาเช่าจักรยานลองต่อรองราคาดู ของผมเช่า 2 วัน ตกวันละ 1.5 US$ ต่อคัน 
แต่เป็นจักรยานแม่บ้านที่ขี่ออกไปจ่ายตลาดนะครับ ไม่มีเกียร์ใดๆ ถ้าจักรยานมีเกียร์คงจะแพงกว่านี้ ^^ 



Pub Street

ย่านกินดื่ม สีสันยามราตรี ถนนบริเวณนี้มีร้านค้า ร้านอาหาร มากมาย มีชาวต่างชาตินั่งกินดื่มอยู่มาก ถนนบริเวณนี้ไม่ให้รถเข้าไป จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์จะให้จอดด้านนอกครับ



มีการแสดงเครื่องดนตรีอยู่ตามทาง





เมื่อแวะชมเก็บบรรยากาศไปซักพัก ก็ต้องรีบกลับเข้าที่พัก เพราะฝนเริ่มลงเม็ดตามพยากรณ์แต่เวลาไม่เป๊ะเท่าไร ^^

สรุป รวมเส้นทางการปั่นจักรยานของวันแรกแบบชิวๆประมาณ 4 กม. (Pub  Street - Hotel)

Angkor Heritage Boutique Hotel

ในส่วนของที่พัก ผมได้จองผ่าน Agoda รอบนี้จังหวะดีตรงกับช่วงนาทีทองครับ ราคาแซ่บเว่อโดนใจมาก ตกคืนละ 1,xxx บาท นอน 2 คน รวมอาหารเช้า แถมเป็นระดับ 4 ดาวอีกด้วย



โรงแรมค่อนข้างร่มรื่น มีสระว่ายน้ำส่วนกลาง มี 3 ชั้น ไม่มีลิฟท์ เป็นห้องเรียงกันตามตัวตึก



ขนาดของห้องกว้างขวาง มีทั้งโต๊ะเขียนหนังสือ TV ตู้เย็น และมีระเบียงให้ออกไปนั่งบริเวณด้านนอก





ห้องน้ำ แบ่งโซนเปียก โซนแห้ง และมีอ่างอาบน้ำด้วยครับ



โซนอาหารเช้า บริเวณห้องอาหารจะเป็นที่โล่ง โปร่ง ลมพัดเย็นสบาย อาหารจะมีหลากหลายทั้งอาหารจีน อาหารฝรั่ง เป็นต้น





เมื่อทานอาหารเช้าเติมพลังให้ร่างกายกันเรียบร้อย ไปหยิบจักรยานคันที่เช่ามาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วออกไปปั่นเที่ยวเล่น นครวัด-นครธม กันเลยครับ ^^



ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวเท่านั้น ชาวกัมพูชาเองก็นิยมใช้วิธีการปั่นจักรยานเหมือนกัน



ที่กัมพูชา เลนรถวิ่งไม่เหมือนประเทศไทย ขับขี่วิ่งเลนขวาเมื่อผ่านจุดตรวจบัตร จะผ่านนครวัดก่อน มาร์คจุดไว้ครับเราจะมาเที่ยวกันวันพรุ่งนี้ วันนี้...ยาวไปๆ มุ่งหน้านครธม
ถึงแล้วครับ….ทางเข้า นครธม



นครธม 

ถือเป็นอาณาจักรขอมที่มั่งคั่งและรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดในช่วงรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ยังคงทิ้งร่องรอยแห่งอารยธรรม ความเป็นมาในอดีตให้ได้ย้อนเวลาเข้าไปสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด
ปราสาทหลักประจำรัชสมัยของพระองค์ เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ต่างจากปราสาทอื่นทั่วไป



ปั่นเลยทางเข้ามาอีกประมาณ 1 กม. จะพบกับปราสาทหลักของนครธม เส้นทางนี้จะเริ่มเป็นลูกรัง ไม่ได้ลาดยางเหมือนถนนช่วงแรกๆ



บริเวณด้านหน้าของปราสาทบายน สามารถจอดจักรยานได้ฟรี โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าอยู่ด้วยครับ



ปราสาทบายน 

เป็นศาสนสถานเพียงแห่งเดียวของเมืองนครหลวงที่ไม่มีคูน้ำและกำแพงเมืองล้อมรอบเหมือนปราสาทอื่น 
แต่คงใช้คูน้ำและกำแพงเมืองรวมกับเมืองนครหลวง ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของเมืองนครหลวง อันมีความหมายถึงเขาพระสุเมรุที่ประทับของพระอินทร์







เมื่อได้ก้าวเข้ามาภายในปราสาทบายน ไม่ว่าจะมองทางไหนก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มจำนวนมากเหล่านี้ไปได้  
บางคนก็ว่าเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ทุกที่เลยครับ เรียกว่าต้องมนต์สะกดจะได้มั้ยนะ ?



จุดเด่นอีกอย่างของการเที่ยวชมปราสาทบายน คือ การชมภาพสลักนูนต่ำบนผนังระเบียงรอบปราสาท ที่มีการสลักเล่าเรื่องราวที่หลากหลายและแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ




บริเวณแถวนี้ค่อนข้างร่มรื่นมาก ขี่จักรยานไป สายลมเบาๆพัดผ่านไป ^_^



ปราสาทพระขรรค์ (Preah Khan)

สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เดิมปราสาทแห่งนี้ถูกเรียกว่า ปราสาทชัยศรี 
แต่ต่อมาได้มีการเปลียนชื่อเป็นปราสาทพระขรรค์ หมายถึงพระแสงดาบที่ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีชัยชนะอริราชศัตรู



ระเบียงคตชั้นในถายในปราสาทพระขรรค์ บางช่วงมีสภาพทรุดโทรมพังทลายลงมา เนื่องจากมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมบนชั้นหลังคาจึงทำให้เกิดความเสียหาย





เจดีย์เก่ากลางปราสาท เชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระอัฐิพระราชบิดาของพระชัยวรมันที่ 7



ปราสาทนาคพัน (Neak Pean)

เป็นหนึ่งในกลุ่มปราสาททางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองพระนคร ที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 
และยังเป็นปราสาทที่มีรูปแบบการสร้างแปลกที่สุด เพราะตัวของปราสาทตั้งอยู่กลางสระน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนสระอโนดาต 
สระน้ำอันศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาหิมาลัย ที่เชื่อว่าไหลหล่อเลี้ยงมนุษย์โลก
ปราสาทนาคพันตั้งอยู่ไม่ไกลจากปราสาทพระขรรค์ สามารถมาเที่ยวชมได้แบบต่อเนื่องและยังใช้เวลาเที่ยวชมไม่นานเพราะเป็นปราสาทขนาดเล็ก





ทั้ง 2 ปราสาทแห่งนี้ล้วนมีความสำคัญทางด้านศาสนาพุทธนิกายมหายาน แม้ปราสาทแห่งนี้ไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่โตมากนัก 
แต่กลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านโบราณคดีที่น่าค้นหาอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดครับ

ปราสาทตาสม

เป็นปราสาทขนาดเล็ก ปราสาทแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. โคปุระด้านนอกและกำแพงล้อมรอบ 
2. โคปุระด้านใน
3. ปรางค์ประธานพร้อมกับระเบียงคตทั้งสี่ด้าน มีบรรณาลัยอยู่ในระเบียงคต 
ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และขยายต่อเติมในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2





ปราสาทแม่บุญตะวันออก (Eastern Mebon)

ปราสาทแม่บุญตะวันออก สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ฐานปราสาทยกสูง เด่นตระหง่าน ไร้สิ่งบดบัง



ชัดเจนว่าสร้างกันคนละสมัยกับนครวัด นครธม สังเกตได้จากหินที่นำมาสร้าง ต่างกันโดยสิ้นเชิงด้านบนเป็นระเบียงทางเดินกว้างยาวรอบปราสาท เชิงบันไดมีรูปสลักหินคชสีห์ตั้งอยู่ทั้งซ้ายขวา



เหนื่อยกันหรือยังครับ สำหรับการปั่นจักรยานในวันนี้ ปราสาทต่อไปที่กำลังจะไปนี้ ถือเป็นไฮไลท์ทีเด็ดเลยก็ว่าได้ ตามกันต่อนะครับอย่าเพิ่งเหนื่อยกัน ^^



ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm)

ในอดีตจัดเป็นวิหารหลวงในพุทธศาสนานิกายมหายานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แม้ปราสาทตาพรหมจะไม่ใช่ปราสาทใหญ่โต และมีความสำคัญเทียบเท่าปราสาทบายน 
นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยนิยมมาชมรากอันใหญ่โตของต้นสะปงที่เกาะกุมเหนือปราสาทตาพรหม เสมือนจะทวงพื้นที่ปราสาทคืน อย่างไงอย่างงั้น…



ก่อนสร้างปราสาทตาพรหม บริเวณนี้เคยเป็นป่าใหญ่แต่หลังจากถูกทิ้งจนร้างอย่างยาวนาน เหล่าต้นไม้ต่างๆจึงได้ผุดขึ้นมา



รากขนาดใหญ่ของต้นสะปงเกาะกุมอยู่เหนือปราสาท แม้ปราสาทจะสร้างด้วยหินอันมั่นคงแข็งแรงแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้





ปราสาทตาพรหมถูกทิ้งไว้นานหลายร้อยปี บางช่วงจึงถูกต้นไม้กลืนกินแทบจะไม่เห็นตัวปราสาท 
ทำให้ผมอดดื่มด่ำไปกับความผสมผสานนี้เสียไม่ได้ นับเป็นจุดเด่นของการเที่ยวชมปราสาทแห่งนี้



เหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจ ให้ผมได้ชื่นชมและบันทึกความงามผ่านกล้องคู่กายเรียบร้อยก่อน ก่อนที่ฝนจะโหมกระหน่ำตกแบบไม่ลืมหูลืมตา จักรยานแม่บ้านทั้ง 2 คันแทบปลิวตามแรงลม 
บรรยากาศช่วงนั้นถนนไม่มีไฟซักดวง จะมีแต่จักรยานแม่บ้าน 2 คันปั่นยิกๆ โดยมีเป้าหมายคือที่พัก ระยะเวลาปั่นจักรยานฝ่าลมฝน ประมาณ 1 ชม. ช่างเป็นช่วงที่ทรมานสุดๆ

สรุป รวมเส้นทางการปั่นจักรยานของวันที่สองแบบสุดโหด ตกใจยิ่งขึ้นเมื่อนำแผนที่เที่ยววันนี้มาตีระยะทาง ปั่นไปประมาณ 45 กม. เลยหรอเนี่ย เฮ้อ...อ!!!



ร่างกายอันเหนื่อยล้าจากเมื่อวาน ทั้งแดด ทั้งพายุฝน แต่วันนี้สถานที่ที่พวกผมจะไปดูให้เห็นกับตา นั่นก็คือ นครวัด
ถึงร่างกายจะล้าแค่ไหน แต่ใจบอกว่าให้สู้โว้ยยย !!! ทุกครั้งที่จะผ่านเข้าไปในเขตนครวัด จะต้องผ่านตรงด่านตรวจตรงนี้เสมอ



นครวัด (Angkor Wat)

ในบรรดาปราสาทของกัมพูชา นครวัด ถือเป็นสุดยอดของปราสาทขอม ที่มีความอัศจรรย์มากที่สุด 
เพราะเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ใช้หิน คน เวลาในการก่อสร้างนานที่สุด และภายในปราสาทยังมีศิลปะและสิ่งที่น่าสนใจให้ชมมากที่สุด
จึงไม่แปลกที่มหาปราสาทแห่งนี้จะได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในรอบพันปี



ทางเดินเชื่อมต่อระหว่างกำแพงชั้นนอกและระเบียงคตชั้นในไว้ด้วยกัน ระหว่างทางมีทางลงไปสู่บรรณาลัย (ห้องสมุด) และสระน้ำทั้ง 2 ด้าน



ค่อยๆเดิน ค่อยๆเก็บความสวยงามของศิลปะ สถานที่แห่งนี้ติด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีดีอย่างไร ตามมาเลยครับ



จุดเด่นของระเบียงคตชั้นใน นอกจากจะทำหน้าที่กั้นพื้นที่ชั้นใน และนอกแล้ว 
ด้านในของระเบียงยังมีภาพสลักยาวกว่า 600 เมตร ให้ชมทั้ง 4 ด้านด้วย ระเบียงคตแห่งนี้จึงเป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของปราสาทนครวัดที่ไม่ควรพลาดชม





สิ่งมหัศจรรย์ของปราสาทนครวัดไม่ได้มีเพียงความยิ่งใหญ่และการก่อสร้างอันอัศจรรย์เท่านั้น ภายในปราสาทยังมีประติมากรรมอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ นางอัปสร 
ซึ่งภาพสลักของนางอัปสรในปราสาทนครวัดว่ากันว่ามีมากถึง 1,635 องค์ ตั้งแต่บริเวณกำแพงชั้นนอกจนถึงปรางค์ประธาน จะได้พบกับนางอัปสรกันทุกหนแห่ง





ปรางค์ประธาน หรือเขาพระสุเมรุ ปราสาทชั้นในสุดของนครวัดแห่งนี้ เบื้องหน้าจะพบกับปรางค์ทั้ง 5 ตั้งอยู่บนฐานยกสูงขนาดใหญ่ 
มีบันไดทางขึ้นสูงชันทั้ง 4 ด้าน แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ชมเพียงด้านเดียวเท่านั้นคือด้านทิศใต้ 
ปรางค์ประธานที่ตั้งอยู่ตรงกลางจึงเป็นการจำลองเขาพระสุเมรุมายังโลกมนุษย์เพื่อเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้า 
ส่วนปรางค์บริวาลที่รายล้อมปรางค์ประธานจะเปรียบถึงทวีปทั้ง 4 ที่รายล้อมเขาพระสุเมรุ



พนมบาแค็ง (Phnom Bakheng)

เป็นภูเขาที่พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ทรงเลือกให้เป็นศุนย์กลางของราชธานีแห่งใหม่ 
หลังจากที่พระองค์ทรงตระหนักถี่ถ้วนถึงปัญหาต่างๆ จึงได้สร้างปราสาทพนมบาแค็งขึ้นบนยอดเขา เพื่อเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนคร โดยมีปราสาททั้ง 5 หลังตั้งอยู่ตรงกลาง



ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเขาขนาดย่อมๆ จักรยานจอดไว้ด้านล่าง หลังจากนั้นเดินขึ้นเขามาอีกประมาณ 30 นาที 
แต่ทางเดินระหว่างทางค่อนข้างร่มรื่น เมื่อมาถึงทางขึ้นไปยังปราสาท จะมีบันไดเพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวมุมสูง รวมถึง ที่นี่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดอีกด้วย



วิวด้านบนสามารถมองเห็น ปราสาทนครวัดในมุมมองที่แปลกตา



รวมถึงเขาพนมกรอม ที่เราได้ขึ้นไปเมื่อวันแรกที่มาถึงอีกด้วยครับ



ต้องมาก่อน 17.00 เพราะที่นี่จะปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาชมตอน 17.00 แต่ถ้าใครอยู่ด้านบนแล้ว สามารถอยู่รอจนแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในวันนั้นได้เลย





เหมือนฟ้าจะเต็มใจหลังจากที่เมื่อวานปล่อยฝนเทลงกระหน่ำ ในเย็นวันนี้ผมได้มีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตๆ 
ที่ไม่มีเมฆบดบังขณะตกพ้นขอบฟ้า ณ พนมบาแค็ง จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในเสียมเรียบแห่งนี้







เต็มอิ่มกับการชมปราสาทนครวัดมาทั้งวัน เย็นนี้ไม่ตจ้องฝ่าพายุฝน ขี่จักรยานมาเรื่อยๆ เพื่อมาคืนจักรยานที่ร้านที่เช่าไปและไปเดินเล่น Night Market ตลาดขายของยามค่ำคืน

Night Market

แหล่งช้อปปิ้งของฝาก ในตัวเมืองเสียมเรียบ มีสินค้าพื้นเมืองหลากหลายประเภท ทั้งผ้ากรอม้า หรือผ้าขาวม้าที่ขึ้นชื่อ
ภาพเขียนศิลปะ งานหัตถกรรมต่างๆ มีให้เลือกอยู่มากมายหลายร้าน



คนไม่เยอะมาก เดินสบายๆครับ





หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน และได้ช้อปปิ้งของฝากกันเรียบร้อย ก็กลับสู่ที่พักแต่จะเดินก็ค่อนข้างไกลจึงอาศัยต่อรองราคา Taxi เพื่อกลับที่พัก

สรุป รวมเส้นทางการปั่นจักรยานของวันที่สามแบบกึ่งชิว วันนี้ปั่นไปประมาณ 19 กม. คร้าบบ !!!




และแล้วมาถึงวันสุดท้ายของทริปแล้วล่ะครับ เช้านี้ตั้งใจจะไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด แต่เนื่องจากสภาพร่างกายที่อ่อนล้า 
ทำให้ตื่นสายและอดไปชมบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้น จึงจัดแจงเก็บกระเป๋าและใช้บริการ Taxi รับส่งสนามบิน ของทางโรงแรมเพื่อไปยังสนามบิน

บริเวณสนามบินของเสียมเรียบค่อนข้างเล็ก ซึ่งกำลังก่อสร้างส่วนต่อขยาย คาดว่าในอนาคตเที่ยวบินที่มาลงที่นี่จะต้องมีมากกว่าเดิมอีกแน่ครับ  



Bye Bye เสียมเรียบ นครวัด นครธม กัมพูชา ไว้โอกาสหน้าจะมาปั่นจักรยานเที่ยวที่นี่ต่อนะ ^^



ปิดท้ายกระทู้กัมพูชาด้วยรูปนี้ครับ การผจญภัยในครั้งนี้มีจักรยานเป็นพาหนะคู่ใจ ใครจะไปรู้ว่าจะเป็นจักรยานแม่บ้าน
ตลอด 4 วัน 3 คืน รวมระยะทางในการปั่นจักรยานประมาณ 70 กม. ถ้าเป็นจักรยานมีเกียร์คงไม่ลำบากขนาดนี้
แต่ก็ดีครับถือเป็นการออกกำลังกายและผจญภัยอีกครั้วหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ เข็ดกับการปั่นจักรยานท่ามกลางพายุมากๆครับ 555+

กัมพูชาไม่ได้เป็นเมืองที่น่ากลัวเลย ยิ่งนครวัด นครธม เสียมเรียบ เป็นเมืองที่คึกคักมาก นักท่องเที่ยวมีหลากหลายชาติ 
จนทำให้ผมรู้สึกว่า เหมือนเดินเที่ยวเล่นอยู่ถนนข้าวสาร เพราะแม่ค้าที่นั่นส่วนมากพูดภาษาไทยได้คล่องครับ ^^

ผมต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทริปของผม เราตะลุยปั่นกันบ้าคลั่ง กลับมาถึงโรงแรมก็สลบเหมือดทันที จนบางทีผมยังแอบคิดในใจเลยว่า "ผมบ้าเกินไปหรือเปล่า..."
ขอบคุณทุกๆคนที่ให้คำปรึกษาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดทริปจนผ่านพ้นไปด้วยดี
ขอบคุณ ying_tidtee ที่ช่วยเรียบเรียงเนื้อหาในรีวิวนี้ ถึงแม้ไม่ได้เดินทางไปด้วยก็ตาม
ขอบคุณจักรยานแม่บ้านที่ร่วมชะตากรรมมาตลอดระยะทางกว่า 70 กม. (คุณแน่มากจักรยานแม่บ้าน โฮะๆๆ)
ขอบคุณชาวกัมพูชาที่น่ารัก ที่ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ของพวกผมพบแต่รอยยิ้มตลอดทาง



ใครมีคำถามสอบถามได้นะครับทางคอมเม้น หรือในเพจของผมก็ได้ http://www.facebook.com/Nejuphoto
ขอบคุณที่ตามอ่านกระทู้รีวิวเที่ยวกัมพูชาจนจบ

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพในทริปนี้
Nikon 600
Lens : Nikkor 24-70 f/2.8 , Nikkor 14-24 f/2.8 , Tamron 70-300 VC


“Cambodia Artis”
Share To:

yhibklong

Post A Comment: