สวัสดีเพื่อนๆ ที่มีหัวใจรักการท่องเที่ยว

ฤดูกาลที่แสดงถึงความโรแมนติกที่สุด คงหนีไม่พ้นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

ลมหนาวย่างกรายเข้ามาเบาๆแล้วสำหรับบางพื้นที่ในไทย ถ้าในไทยฤดูที่โรแมนติก ฤดูที่หลายคนพร้อมเก็บกระเป๋าออกเดินทางขึ้นเหนือขึ้นดอย
คงหนีไม่พ้นฤดูหนาว แต่ถ้าเป็นในต่างประเทศ ก่อนเข้าฤดูหนาวเต็มตัว ยังมีอีกหนึ่งฤดูที่หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
"ฤดูนี้แหล่ะโรแมนติกที่สุด" นั่นก็คือ ฤดูใบไม้ร่วง หรือใบไม้เปลี่ยนสี

วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวเมืองโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในฤดูที่โรแมนติกที่สุด สีเหลือง แดง เขียว ส้ม เต็มท้องถนน
ไม่เน้นช้อปปิ้ง ไม่มีติ่งเกาหลี มีแต่ธรรมชาติช่วงใบไม้เปลี่ยนสีกับสถาปัตยกรรมในแบบฉบับเกาหลีล้วนๆ กับ...
“Autumn in Seoul - Autumn in my heart...”



ปล. สำหรับ เพื่อนๆ ที่ต้องการติดตาม หรือสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.facebook.com/Nejuphoto
ปล2. รีวิวนี้ได้รับ SR คือ ตั๋วเครื่องบิน กทม.(ดอนเมือง) - โซล - กทม.(ดอนเมือง) โดย ThaiAirAsiaX
ปล3. สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรีวิวถ้า ถูกใจ ชอบใจ ขอกำลังใจคนทำรีวิว ซักเม้น ซักไลค์ หรือกดติดตามบล็อกด้วยนะครับ ^^

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพในทริปนี้
- Nikon D810
- Lens : Nikkor 17-55 f/2.8 , Nikkor 10-24 , Tamron 70-300 VC

การเดินทางไปหาความโรแมนติก

ปัจจุบัน Thai AirAsiaX ได้บริการบินตรงจาก กทม.(ดอนเมือง) สู่ ประเทศญี่ปุ่น (โตเกียว , โอซาก้า) และประเทศเกาหลีใต้ (โซล) ทุกวัน
จากเมื่อก่อนต้องไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ อาจทำให้ขัดใจนักท่องเที่ยวชาวไทยหลายต่อหลายคนที่ต้องเสียเวลาบินอ้อม
การเข้ามาให้บริการของ Thai AirAsiaX เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในราคาตั๋วที่ไม่แพงเกินไป


เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมเคยใช้บริการของ AirAsiaX บินไปโอซาก้า แต่ต้องไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ก่อน ผมจำได้ว่าคราวนั้นที่นั่งไม่มีการแบ่งโซน
เหมือนอย่างที่ Thai AirAsiaX มี Quiet Zone เป็นโซนที่มีเพิ่มขึ้นสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการความสงบ เพราะที่นั่งโซนนี้จำกัดให้ผู้โดยสารที่มีอายุเกิน 12 ปีขึ้นไปเท่านั้น
เลือกที่นั่งผ่านหน้าเว็บจะเสียเพิ่มท่านละ 500 บาท ซึ่งราคาต่างกับที่นั่งโซนธรรมดาที่มีราคาท่านละ 400 บาทอยู่ 100 นึง


ผมเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง Quiet Zone เพราะไฟลท์ที่บินออกจาก กทม.(ดอนเมือง) ช่วงเช้า จะได้เห็นภูมิทัศน์ต่างๆจากบนฟ้า




เที่ยวขาไปมีบริการอาหารร้อนบนเครื่อง 2 รอบ (ช่วงเช้า , ช่วงเที่ยง) แต่ผมสั่งอาหารมาทานแค่รอบเดียวในช่วงเที่ยง
ข้าวหน้าไก่ซอสเทอริยากิ โดยใช้ข้าวญี่ปุ่น เป็นเมนูสไตล์อาหารญี่ปุ่นซึ่งไม่ใช่ประเทศที่ผมกำลังจะเดินทางไปนะครับ แค่อยากลองชิม ^^


แผนการเดินทางล่าใบไม้เปลี่ยนสี

ตามแผนเที่ยว ผมไปทั้งหมด 6 วัน (รวมวันไปและกลับ) โดยเที่ยวที่โซล 4 วัน และบินข้ามไปเที่ยวเกาะเชจู 2 วัน
ซึ่งรีวิวขับรถเที่ยวที่เกาะเชจูนั้นจะขอแยกเป็นอีกหนึ่งรีวิวถัดไปนะครับ ^^
ช่วงที่ผมเดินทางไปค่าเงินอยู่ที่ 1,000 KRW = 31 บาท โดยประมาณ


การเดินทางภายในโซล

ใช้เวลาในการเดินทางจาก กทม.(ดอนเมือง) ประมาณ 5.30 ชม. ถึงสนามบินนานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลีใต้
ตัวเลือกเข้าโซลมีทั้งรถยนต์ และรถไฟ ผมเลือกทางรถไฟด้วยเหตุผลสั้นๆ ดูปากณัชชานะคะ Save!!!


รถไฟแอร์พอร์ตเอ็กซ์เพรส (AREX) จะวิ่งตรงสู่ใจกลางกรุงโซล (สถานี Seoul Station) ซึ่งสามารถต่อรถไฟใต้ดินไปยังที่อื่นๆได้สะดวก
จะมีรถไฟให้เลือก 2 แบบ คือแบบด่วน (Express) จะไม่จอดแวะสถานีไหนเลย ใช้เวลาเดินทาง 43 นาที ราคา 8,000 KRW
กับแบบธรรมดา (Commuter) แวะจอดรับส่งคนตามสถานีต่างๆ 8 สถานี ใช้เวลาเดินทาง 53 นาที ราคา 3,950 KRW
ซึ่งผมเลือกแบบนี้ ด้วยเหตุผลอะไรนั้นคงรู้กัน ^^




ส่วน map นี้เป็นของรถไฟใต้ดินในโซลที่มีทั้งหมด 9 สายหลักๆด้วยกัน อย่าลืม!!! หาซื้อบัตร T-Money ก่อนขึ้นรถไฟด้วยนะ
เพราะจะได้รับส่วนลด และความสะดวกสบาย แตะปรู๊ดแตะปรู๊ดทันที (หาซื้อบัตรได้ที่ร้านสะดวกซื้อทั่วไปอย่าง 7-11 หรือ GS25)

ที่พำนักเป็นหลักปักฐาน (ที่พัก)

Namsan Guesthouse เป็นตัวเลือกต้นๆที่ผมจองผ่าน Expedia ที่มี code ส่วนลด 10% อยู่ เหตุผลที่ผมเลือกพักที่ Namsan Guesthouse คือ
ใกล้รถไฟใต้ดิน , ใกล้ Cable Car ที่ขึ้นไป N Seoul Tower และที่สำคัญ ใกล้แหล่งช้อปปิ้งเครื่องสำอางค์อย่างเมียงดง ว้ายยย กรี๊ดดดด!!! :P


การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 4 สถานี Myeong-dong ทางออก 3 เข้าซอยที่มี 7-11 ด้านหน้า


สถานที่ท่องเที่ยวทั้งวัยจ๊าบ!!! และแนวคู่รักโรแมนติกในโซล

เมียงดง (Myeong Dong)
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 4 สถานี Myeong-dong ทางออก 6 , 8
รถไฟใต้ดินสาย 2 สถานี Euljiro 1 (il)-ga ทางออก 6


ตลาดเมียงดง เป็นแหล่งช้อปปิ้งอันดับต้นๆที่ขาช้อปทั้งหลายรู้จักกันดี แต่ที่นี่ส่วนมากจะเป็นคนไทยไม่ก็คนจีน คนเกาหลีจะบางตาในย่านนี้
ย่านนี้เหมือนสยามบ้านเรา สินค้ามีขายกันตั้งแต่ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ หรือที่สาวๆหลายคนใฝ่ฝันตั้งเป้าจะมาที่นี่ให้ได้เพื่อเครื่องสำอางที่มีราคาถูก!!!




ส่วนขนมที่ขายตามร้านข้างทาง จะคล้ายๆของบ้านเราบ้างในบางร้าน (ก็เพราะเราไปนำแบบของเค้ามานี่นา ><)




ย่านนี้ยังมีอาหารเกาหลีขึ้นชื่ออยู่อีกหลายร้าน มื้อนี้ผมขอนำเสนอหมูย่างเกาหลี (ของแท้) ต้องเป็นของแท้แน่นอนเพราะมาทานไกลถึงเกาหลี
ร้าน ทน ทแว จี จุดเด่นคือร้านนี้ใช้เตาหินในการย่างหมูทำให้เนื้อหมูสุกเร็ว แต่ราคาแอบแรงไปนิด ><
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 4 สถานี Myeong-dong ทางออก 8 เลี้ยวซ้ายเข้าซอยที่มีร้าน Olive Young อยู่หัวมุม ให้เดินเข้าซอยตรงไปเรื่อยๆ
ผ่านสี่แยกเล็กๆ ก่อนถึงร้านจะมี 7-11 อยู่ด้านซ้ายมือ


เนื้อหมูมี 2 ขนาดให้เลือก 200 g กับ 500 g ผมจัดชุดใหญ่เลยครับเพราะ หิวมว้ากกกกกกกกกก!!!




อัพกุจอง (Apgujeong)
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 3 สถานี Apgujeong ทางออก 2

เป็นย่านการค้าระดับ Hi-Class มีคลีนิก , ห้างดัง , ร้านอาหารชื่อดังมากมายและเหล่าดาราคนดังชอบมาช้อปปิ้งย่านนี้
ถ้าอยากเจอหนุ่มสาวเกาหลีหน้าตาสวยหล่อ คงเป็นย่านนี้ซินะ ^^ ย่านนี้ผมแวบมาแปปเดียวมาดื่มด่ำบรรยากาศ
กับร้านสไตล์นั่งชิว ร้านไก่ทอดของบอยแบนด์วง Shinhwa ร้าน Kyochong Chicken เป็นที่น่าสังเกตคนเกาหลีชอบทานไก่ทอดคู่กับเบียร์ครับ ^^
ร้านจะอยู่ตรงข้าม H Prince Hotel ขึ้นจากสถานี Apgujeong เรียก Taxi ต่อมานิดหน่อยราคาประมาณ 3,000 KRW




N Seoul Tower
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 4 สถานี Myeong-dong ทางออก 3 เข้าซอยที่มี 7-11 ด้านหน้า
เดินผ่าน Namsan Guesthouse ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที เพื่อไปยังจุดขึ้น-ลง Cable Car


ราคา Cable Car เที่ยวเดียว 5,500 KRW ไป-กลับ 8,500 KRW ต่อคน


กำแพงเมืองโซล หรือ Seoul Fortress Wall ถูกสร้างขึ้นตลอดแนวเขาทั้ง 4 ลูกที่ล้องรอบกรุงโซลอยู่เพื่อใช้ป้องกันการรุกรานของศัตรูต่างชาติ
จะอยู่ใกล้กับสถานีรถกระเช้า เมื่อเดินออกมาจากสถานีให้เลี้ยวขวาเดินลงบันไดเลียบกำแพงไปเรื่อยๆ


ถ้าผมไม่ได้ถ่ายรูปตรงนี้เท่ากับว่าผมมาไม่ถึงโซลเลยก็ว่าได้ จุดคล้องกุญแจล็อคความรัก
จะเห็นกุญแจหลากสีสันถูกคล้องจนแน่นไปหมด คล้องได้แต่อย่าโยนลูกกุญแจลงด้านล่างนะ เพราะ
1. อาจโดนหัวคนที่เดินอยู่ด้านล่าง
2. สัตว์อาจจะกินเข้าไปและติดคอได้




N Seoul Tower ตั้งอยู่บนยอดเขานัมซาน ถือเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของกรุงโซลหรือของเกาหลีเลยก็ว่าได้
เดิมทีสร้างขึ้นเพื่อเป็นหอส่งสัญญาณโทรทัศน์ จากนั้นจึงเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม มีทั้งร้านอาหารและพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์อยู่ด้านใน




ผมได้มาเก็บบรรยากาศของ N Seoul Tower นี้ถึง 2 รอบ ทั้งในช่วงเย็นวันที่มาถึงโซลวันแรก กับวันก่อนเดินทางกลับในช่วงตอนกลางวัน
ความสวยงามของหอคอยนี้ถึงจะต่างช่วงเวลากันแต่สวยงามไม่แพ้กัน




เกาะนามิ ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (Nami Som)
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 1 สถานี Cheongnyangni จากนั้นเดินไปตามป้าย Transfer To Line Jungang
จากนั้นถ้าใครอยากไปแบบประหยัดให้นั่งรถไฟสายธรรมดา แต่จะใช้เวลานานกว่ารถไฟแบบด่วน ITX
รถไฟประเภทนี้ไม่สามารถใช้บัตร T-Money แตะแล้วไปได้ ต้องซื้อตั๋วที่เครื่องออกตั๋วอัตโนมัติ พร้อมเช็ครอบขบวนก่อนเดินทางผ่านตู้นี้ได้เลย
ใช้เวลาประมาณ 42 นาทีไปลงสถานี Gapyeong จากนั้นจะเดินต่อเพื่อไปยังท่าเรือหรือจะเรียก Taxi ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 KRW


ใช้เวลานั่งเรือข้ามมาเกาะนามิประมาณ 20 นาที อารมณ์เหมือนนั่งเรือข้ามมาเกาะเกร็ด เพราะเกาะนามินั้นตั้งอยู่กลางทะเลสาบชอง-พยอง ไม่ได้ตั้งอยู่กลางทะเล


เกาะนามิ หรือเกาะแห่งรัก ตั้งชื่อเกาะตามชื่อของนายพลนามิ เป็นเกาะเล็กๆลักษณะคล้ายใบไม้ลอยน้ำ เมื่อก่อนเกาะนี้เป็นที่รู้จักกันเฉพาะคนเกาหลี
แต่หลังจากซีรีย์เรื่อง Winter Sonata (เพลงรักในสายลมหนาว) ออกฉายและสร้างกระแสให้ K-Series เป็นที่รู้จักและโด่งดังในหลายประเทศ
เกาะแห่งนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่แห่งรักที่หนุ่มสาวรวมถึงครอบครัวต่างหลั่งไหลกันมาเที่ยวอย่างล้นหลาม




ว่ากันว่าในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ไม่มีที่ไหนสวยงามเท่าที่เกาะนามิแห่งนี้ จากที่ได้เห็นกับตาต้องบอกเลยว่าคำกล่าวนั้นเป็นจริง


ใบเมเปิ้ลสีแดง ใบแปะก๊วยสีเหลือง ช่างเป็นช่วงที่โรแมนติกที่สุดเลยก็ว่าได้








เกาะนามิ สามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี ช่วงตุลาคมจะเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี แต่ถ้าไปหน้าหนาวก็จะได้เห็นหิมะขาวโพลน


คำแนะนำ ควรมาตั้งแต่เช้าเพราะจะได้หลีกเลี่ยงจากจำนวนคนที่มาก


ส่วนเรือมีให้บริการตั้งแต่เวลา 7.30 - 21.30 น. ค่าเรือไป-กลับต่อคน 8,000 KRW




เด็กๆเล่นใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมา น่ารักสมวัย


เหมือนถูกสะกดไปอยู่อีกห้วงภวังค์นึง ถึงแม้ว่าสายๆจะเริ่มมีคนเยอะขึ้น แต่บรรยากาศที่นี่ยังสวยงามเหมือนเดิม




เห็นรูปนี้แล้วอย่านึกว่าผมไปเที่ยว อ่างเก็บน้ำปางอุ๋งมานะครับ ฮ่าๆๆๆ




ที่นี่มีมุมให้เดินเก็บภาพได้เรื่อยๆ โดยใช้เวลาประมาณครึ่งวันก็น่าจะเพียงพอกับบรรยากาศที่ฟินแบบนี้




มุมที่ห้ามพลาดเลยเมื่อมาถึงที่นี่คือจุดที่มีรูปปั้นของ เบ ยองจุน และ ชเว จีวู พระเอก นางเอกของซีรีย์ชื่อดัง ยืนอยู่


และแนวทิวสนที่เรียงรายสวยงาม




อ้ะ!!! รูปคู่ธงชาติเกาหลีใต้ กับธงชาติไทยกันหน่อยก่อนกลับ


บริเวณท่าเรือมีร้านขายอาหารเกาหลีอยู่หลายร้าน แต่เกือบทุกร้านจะต้องมีเมนูขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือ ดัก คาลบิ (Dak Galbi)
อิ่มท้องกันก่อน ก่อนที่จะเดินทางไปเที่ยวที่อื่นต่อนะครับ ^^


Lotte World - ทะเลสาบซกซอน (Seokchon Lake)
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 2, 8 สถานี Jamsil ทางออก 3


เป็นสวนสนุกขนาดกลางที่ถูกเนรมิตขึ้นกลางห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ย่านเขตเมือง โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สวนสนุกในร่ม และสวนสนุกกลางแจ้ง
รอบนี้ผมไม่ได้เข้าไปเล่นในสวนสนุกแค่มาเดินถ่ายรูปด้านนอกริมทะเลสาบแต่ถ้ามารอบหน้า ที่นี่เป็นเป้าหมายหนึ่งที่ผมจะต้องมาเล่นให้ได้ ฮ่าๆๆ มันดูน่าสนุกดี


Rubber Duck Project โครงการเป็ดเหลืองที่ระบาดไปทั่ว ตั้งอยู่ในทะเลสาบซกซอนแต่อยู่คนละฝั่งกับสวนสนุก Lotte World
สามารถเดินลอดทางเดินใต้สะพานมาได้ หรือจะเดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดินทางออก 2 แล้วเดินตรงมาเรื่อยๆ


สะพานสายรุ้ง - เกาะลอยน้ำ (Moonlight Rainbow Fountain)
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 4 สถานี Dongjak ทางออก 1 , 2 แล้วต่อ Taxi ไป
คำเตือน ไม่ควรเดินไปสะพาน เพราะระยะทางที่เดินไปนั้นบอกได้เลยว่าไกลมว้ากกกกกก ใช้เวลาเดินแบบเร็วประมาณ 30 นาที (ไม่หยุดพัก)


เกาะลอยน้ำ เป็นเกาะที่ทุ่มทุนสร้างไปกว่า 83 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นศูนย์รวมด้านความบันเทิง ศิลปะวัฒนธรรม อยู่ใกล้สะพานสายรุ้ง


สะพานสายรุ้ง เป็นสายน้ำพุที่ปล่อยออกมาจากสะพานบันโพ ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำฮัน
เปิดช่วงเดือน เมษายน - ตุลาคม (ช่วงเวลาในการแสดงช่วงละ 15 นาที)
Weekdays : 12.00 , 20.00 , 21.00
Weekends : 12.00 , 17.00 , 19.30 (รอบนี้มีเฉพาะ เดือนกรกฎาคม และสิงหาคม เท่านั้น) , 20.00 , 20.30 , 21.00 , 21.30


เดินตามแนวถนนเลียบกำแพงหิน ชมใบไม้เปลี่ยนสี ข้างพระราชวังด็อกซูกุง
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 1, 2 สถานี City Hall ทางออก 1, 2


เส้นทางนี้ติดอันดับต้นๆ ในเรื่องของความสวยงามและถนนเลียบกำแพงวังสุดโรแมนติกของกรุงโซลกันเลย
อย่างถนนด็อกซูกุงกิล ที่สามารถเดินชื่นชมความเหลืองอร่ามจากต้นแปะก๊วยไปตลอดสองข้างทางในฤดูใบไม้ร่วง




ระหว่างทางจะมีขายของจุกจิก hand made อยู่ตลอดเส้นทาง


ถนนเลียบกำแพงหินนี้จะได้วิวกำแพงหินของพระราชวังด็อกซูกุง ทั้งด้านข้างและด้านหลังของวัง
ซึ่งหากมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะเห็นต้นแปะก๊วยปลูกเรียงรายเลียบไปกับความโค้งของถนนและจะสิ้นสุดถนนนี้บริเวณวงเวียนจากนั้นจะเข้าสู่ถนนชองดองกิล




ใจกลางกรุงโซล จตุรัสควางฮวามุน
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 5 สถานี Gwanghwamun ทางออก ออกได้ทุกทาง
เริ่มต้นที่คลองชองกเยชอน (Cheongyecheon Stream) เดิมเป็นคลองที่ขุดขึ้นเพื่อใช้ระบายน้ำเสีย ต่อมาได้มีโครงการรื้อถอนสิ่งกีดขวาง
และปรับปรุงภูมิทัศน์จากแหล่งเสื่อมโทรมให้กลายเป็นคลองน้ำใส ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก


เดินมาตรงจตุรัสจะเห็นรูปปั้นนี้อยู่นั่นก็คือ อนุเสาวรีย์แม่ทัพ ยี ซุนชิน เป็นผู้นำกองทัพเรือเกาหลีสู้รบชนะกองกำลังญี่ปุ่นที่มีกำลังเหนือกว่ามาก
บริเวณรอบๆจะมีการเปิดน้ำพุทุกๆชั่วโมง เริ่ม 8.00 - 22.00 น. ครั้งละประมาณ 15 นาที (ยกเว้นช่วงฤดูหนาว)


บริเวณกลางจตุรัสควางฮวามุน จะเห็นพระบรมราชานุเสาวรีย์ของพระเจ้าเซจงได้อย่างชัดเจน ซึ่งพระเจ้าเซจงทรงเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์โซซอน
ที่ทรงมีความปรีชาสามารถรอบด้าน และทรงเป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์คิดค้นอักษรฮันกึล (Hangeul) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของภาษาเกาหลี


ด้านหลังพระบรมราชานุเสาวรีย์นี้เป็นพระราชวังเคียงบก เดี๋ยวจะพาไปชมด้านในกัน อดใจรออีกนิด ^^


เดินชิวที่ถนนกัมโกดังกิล - ซัมชองดองกิล (Gamgodang gill - Samcheongdong gill)
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 3 สถานี Anguk ทางออก 1


กัมโกดังกิล ชื่อนี้อาจยังไม่คุ้นหูเท่าไร ความยาวของถนนเส้นนี้ไม่เกิน 1 กม. แต่อัดแน่นไปด้วยร้านค้าขายของกระจุกกระจิก
ถนนเส้นนี้ยังทะลุไปยังถนนเส้นอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง ซัมชองดองกิล หรือหมู่บ้านบุกชนฮันนก


ย่านนี้มีร้านค้าเป็นร้านกาแฟ และร้านอาหารที่ตกแต่งหน้าร้านได้น่ารักอยู่หลายร้าน ร้านหมูทอดทงคัตสึร้านนี้ไม่มีชื่อภาษาอังกฤษ
ผมเห็นว่าคนเต็มร้านเลยเข้าไปลองชิม เมนูเด็ดของทางร้านที่หลายๆโต๊ะต้องสั่งมาทานนั่นก็คือ ข้าวหมูทอดทงคัตสึสอดไส้ชีสและกิมจิ


ซัมชองดองกิล ถนนเส้นนี้จัดเป็นถนนสายศิลป์เลยก็ว่าได้ มีของจุกจิก น่ารักเก๋ๆ มีร้านเค้ก ร้านกาแฟตกแต่งน่ารัก
ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ถนนเส้นนี้เหลืองอร่ามไปด้วยใบของแปะก๊วย เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักกาแฟเลยทีเดียว




มุมสูงของถนนซัมชองดองกิล


หมู่บ้านวัฒนธรรมโบราณ หมู่บ้านบุกชนฮันนก (Bukchon Hanok Village)
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 3 สถานี Anguk ทางออก 2


เส้นทางเดินชมหมู่บ้านวัฒนธรรมโบราณ จะเป็นการเดินขึ้นเนินสูง โดยแบ่งออกเป็น 2 โซนคือ 31 Gahoe-dong และ 11 Gahoe-dong (ผมเดินชมแค่โซนแรกโซนเดียว)
ตลอดสองข้างทางจะได้ซึมซับบรรยากาศของหมู่บ้านเกาหลีสมัยเก่าที่ยังคงอนุรักษ์บ้านเรือนและสภาพแวดล้อมไว้เกือบจะสมบูรณ์
เนื่องจากหมู่บ้านบุกชนเป็นที่อยู่อาศัยของคนที่นั่นจริงๆดังนั้นจะมีป้าย "โปรดอย่าส่งเสียงดัง" ติดไว้ทั่ว ควรเคารพกฎกันด้วยนะครับ ^^




Bukchon Hanok Village ชุมชนอันเป็นที่อยู่ของชนชั้นสูงในสมัยโชซอน บ้านเรือนมีลักษณะเป็นแบบเกาหลีโบราณหรือที่เรียกว่า ฮันนก
ถือเป็นอีกหนึ่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์


Gahoe-dong Alley จะเป็นมุมที่มองจากบนเนินลงไปเห็นตัวเมืองที่ทันสมัยของกรุงโซล โดยมีบ้านโบราณสองข้างซ้ายขวา


กลุ่มบ้านโบราณที่รวมตัวกันหนาแน่น และอนุรักษ์ไว้ในสภาพดั้งเดิมที่สุด




ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ พระราชวังเคียงบก
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสาย 3 สถานี Gyeongbokgung ทางออก 5




พระราชวังเคียงบก พระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดและถือเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์โชซอน
เปิดให้เข้าชมเวลา 9.00 - 18.00 น. (ระหว่างเดือน พ.ย. - ก.พ. ปิด 17.00 น.) ปิดทุกวันอังคาร ค่าเข้าชมคนละ 3,000 KRW
คำแนะนำ ถ้าจะมาถ่ายรูปช่วงที่คนไม่เยอะ ให้มารอตั้งแต่ประตูทางเข้ายังไม่เปิด (ก่อน 9.00 น.) เพราะเมื่อประตูเปิดจะได้เข้าเป็นกลุ่มแรกๆ




แต่ถ้าใครต้องการความคุ้มค่าและอยากชมความสวยงามของพระราชวังทั้ง 4 แห่งที่อยู่ในโซล แนะนำให้ซื้อตั๋วรวม ราคา 10,000 KRW




พระราชวังยังมีพระที่นั่งสำคัญอย่าง คึนชองจอน (Geunjeongjeon) ที่มีความสวยงาม


และพระตำหนักกลางน้ำ (Hyangwongjeong Pavilion) ที่มีต้นไม้พร้อมที่จะผลัดใบเปลี่ยนสีเป็นแบ็คกราวน์อยู่ด้านหลัง




พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี (The National Folk Museum of Korea) อยู่ภายในบริเวณพระราชวังเคียงบก
ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมา ขนบธรรมเนียม พิธีกรรม รวมถึงวิถีชีวิตของชาวเกาหลีตั้งแต่สมัยโบราณกาล




ขาออกจะเดินย้อนกลับทางเดินหรือทะลุออกทางด้านหลังของพระราชวังเคียงบกได้เช่นกัน


บริเวณด้านหลังของพระราชวังเคียงบกยังมีอีก 2 สถานที่น่าสนใจอย่าง บลู เฮาส์ (Blue House) หรือทำเนียบประธานาธิบดีของเกาหลีใต้และ
อนุเสาวรีย์นกฟีนิกซ์ที่สวนมูกุงฮวา แต่เวลาของผมไม่พอเลยไม่ได้เข้าไปชม ><


บ๊ายบายโซล
6 วัน 5 คืนช่างผ่านไปเร็วนัก ยังมีอีกหลายสถานที่ในโซลที่ผมยังไม่ได้ไปในครั้ง ไว้โอกาสหน้าจะมาเก็บตกสถานที่ต่างๆที่ยังไม่เคยไปในครั้งนี้
การเดินทางมาสนามบินอินชอง ไม่ต่างจากขามา นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Seoul Station จากนั้นต่อรถไฟ AREX เพื่อไปยังสนามบิน
เค้าเตอร์ของสายการบิน AirAsia มี 2 ฝั่ง ฝั่งนึงบริการโดย Thai AirAsiaX บินตรงกลับ กทม.(ดอนเมือง) อีกฝั่งนึงเป็น AirAsiaX บินไปกัวลาลัมเปอร์
ดูป้ายตรงช่องทางเข้าเค้าเตอร์ดีดีนะครับ ^^




ขากลับผมเลือกที่นั่ง Quiet Zone ริมหน้าต่างฝั่งขวาเช่นเดียวกับขามา


ไฟลท์ขากลับมีบริการอาหารร้อนบนเครื่องแค่ช่วงเย็นรอบเดียว เริ่มคิดถึงอาหารไทยเลยลองสั่งชุดกระเพราไก่ไข่เจียว ในชุดรวมขนมหวานพุดดิ้งมะพร้าว


บ๊ายบายโซล แล้วจะกลับมาเที่ยวใหม่ในฤดูที่แตกต่าง ^^


เมื่อก่อน ประเทศเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ผมปฏิเสธที่จะไปเที่ยว เพราะจากหลายต่อหลายเสียงที่บอกผมมานั้นว่าที่นี่ไม่มีอะไร
แต่เมื่อผมได้มาสัมผัสเอง ได้มาลองใช้ชีวิตที่ประเทศนี้ 6 วัน 5 คืน ทำให้ได้รู้ถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น (ถึงแม้ยังไม่ลึกซึ้งก็ตาม)
ได้เห็นธรรมชาติในเมืองใหญ่ ธรรมชาติที่ยังคงความสวยงามไว้ให้เหล่านักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตามประเทศนี้ ผมจะไม่มาเยือนแค่ครั้งนี้ ผมจะกลับมาเที่ยวอีก กลับมาถ่ายรูปไปฝากเพื่อนๆแน่นอนครับ ^^

ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณสายการบิน Thai AirAsiaX ที่สนับสนุนการเดินทางบินตรง กทม.(ดอนเมือง) - โซล
ขอบคุณพี่รหัสผู้ใจดี และเพื่อนชาวเกาหลี ที่มาช่วยเลือกช่วยซื้อของในวันก่อนกลับ
ขอบคุณสถานที่สวยๆ ในฤดูที่แสนจะโรแมนติกฤดูนี้
ขอบคุณเพื่อนร่วมทริป ที่ช่วยถ่ายรูปผมให้ด้วย 555+

แล้วพบกับรีวิวถัดไป ผมจะพาไปเที่ยวเกาะเชจูแบบเช่ารถขับและปีนเขา Hallasan เขาที่สูงที่สุดในเกาหลีใต้ ติดตามชมกันนะครับ ^^


ใครมีคำถามสงสัยตรงไหน สามารถสอบถามได้ทาง message pantip หรือในเพจของผมก็ได้ http://www.facebook.com/Nejuphoto
ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านกระทู้รีวิวเที่ยวโซล เกาหลีใต้ ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจนจบ

"Autumn in Seoul Autumn in My Heart"

Share To:

yhibklong

Post A Comment: