สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรากลับมาต่อรีวิว ศรีลังกา กันนะครับ ในตอนที่2 หรือ ตอนจบนั้นเอง  ในรีวิวตอนที่สองผมจะเพื่อนๆ ไปเที่ยวชมเมือง แคนดี้ เมืองที่สำคัญอีกเมืองหนึ่งในประเทศ ศรีลังกา ซึ่งเมืองนี้ สมัยก่อนเคยได้เป็นเมืองหลวง ของประเทศศรีลังกา ครับ  



เมืองแคนดี้ จะเหมือนตลาดขนาดใหญ่ ที่นี่จะมีของกินของใช้ ให้ซื้อจับจ่าย เยอะมาก


การเดินทาง ของเมืองนี้ก็ยัง เน้น ตุ๊กๆเช่นเมืองอื่นๆครับ ส่วนราคาผมไม่ทราบครับ แต่คิดว่าไม่น่าจะแพงมาก

สำหรับบางคน ที่ชอบการเสี่ยงโชคเล็ก ก็ลองหาเสี่ยงสนุกได้ ตามแผงขายสลาก นะครับ เค้าจะมีแบบซื้อแล้วลุ้นในวันพรุ่งนี้ หรือ ลุ้นเดียวนั้นเลย ก็จะเป็นแบบขูด ซึ่งผมก็ลองซื้อมาเสี่ยงเล่นๆ กับ ถูก ซะด้วย 55

การค้าขายของคนที่นี่ จะเป็นการค้าขายแบบง่ายๆ ใครชอบอะไร ก็เลือกซื้อได้เลย ส่วนราคาสินค้านั้นราคาไม่แพงเลย


เมืองแคนดี้ อย่างที่ผมบอกว่าไว้ ว่าเปรียบเหมือนตลาดขายของขนาดใหญ่ หรือคล้ายๆกับตลาดนัดสวนจตุจักรบ้านเรานั้นเอง  และของที่เค้าขายกันมาก ก็ไม่ได้ต่างกับบ้านเรา ซึ่งก็เหมือนๆ ก็คือ เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า


ขอยืม ตัวนายแบบ สุดหล่อ มาคนนึง ^^



ผมเห็นร้านนี้คน เข้าคิวกันเยอะมาก นึกว่ามีของอะไรอร่อย หรือของแปลก ที่ไหนได้ ที่แท้เป็นร้านขายยาครับ คนต่อคิวกันเยอะมาก


ที่เมืองแคนดี้นี้ ยังเป็นที่ตั้งของวัดพระเขี้ยวแก้ว และยังเป็นเมืองหลวงสุดท้ายของกษัตริย์โบราณ ของประเทศศรีลังกาอีกด้วย


ฝากรูป พระ ประเทศศรีลังกา 1 ใบนะครับ


มื้อกลางวัน ผมได้มีโอกาสมาทานอาหารที่ โรงแรม Queen ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ ของเมืองนี้  โรงแรมนี้จะอยู่ติดกับวัดพระเขี้ยวแก้ว วัดสำคัญของประเทศศรีลังกา เลยครับ


หลังจากทานข้าวเสร็จ พวกเราก็เดินทางไป ชมการแสดงพื้นบ้าน ของชาวศรีลังกา


การแสดงของที่นี้ จะเน้นเป็นการเต้นระบำ ต่างๆ ซึ่ง ก่อนการเข้าชมจะมีการแจกใบปลิวบอกว่าจะมีระบำแบบไหนบ้าง ซึ่งการแสดงจะมีประมาณ 10กว่าแบบ


การแสดง ระบำ จะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีได้ครับ หลังจากนั้น จะ เข้าสู่การแสดง ลุยไฟ ซึ่งจะต้องแสดงการแจ้ง ซึ่งระหว่าง รอชมการแสดง ผมก็ ขอเก็บภาพรอบๆก่อน


การแสดงลุยไฟ สำหรับผมเฉยๆครับ อาจจะเป็นเพราะบ้านเรามีการแสดงแบบนี้ เยอะมากแล้ว และอีกอย่างบ้านเราแสดงได้น่าตื่นเต้นกว่านั้นเอง แต่ การแสดงนี้สำหรับคนต่างชาติ เค้า อึ้ง กันเลยทีเดียว


เช้าวันก่อนเดินทางกลับ เรามีนัด เข้าไปกราบ พระเขี้ยวแก้วกันครับ แต่เนื่องจาก เวลาที่เค้าจะเปิดให้ชม เป็นเวลาประมาณ11 โมง เราเลย แวะไป ไหว้พระที่วัดอัสคิริยา การมาเที่ยววัดนี้ ทำให้ผม พบว่า คนศรีลังกา ศึกษา พุทธศาสนา กันจริงจังกันมาก ทีเดียว


ภาพอาจารย์และนักเรียน ระหว่างการเรียนการสอนครับ


ระหว่างเดิน ถ่ายรูปอยู่นั้น ผมได้เห็นเสาต้นนี้ครับ เป็นต้นเสาที่มีการจารึก ข้อความภาษาไทย ซึ่งตามข้อความ ได้พูดถึงเกี่ยวกับการที่ประเทศไทย ได้ช่วย เรื่องศาสนา ในประเทศศรีลังกานั้นเอง

เรามาต่อที่วัดเขียวแก้วครับ วัดสำคัญ อันดับ 1 ของประเทศศรีลังกาเลย เปรียบเสมือนวัดพระแก้วบ้านเราเลยครับ

ภายในวัดพระเขี้ยวแก้ว ครับ

เพิ่มเติมนะครับ ใครจะมาไหว้พระเขี้ยวแก้ว นั้นต้องใส่ชุดสีขาวล้วนนะครับ และที่สำคัญคนเยอะมาก เพราะคนศรีลังกานับถือมากครับ ทำให้การจะไหว้พระเขี้ยวแก้ว ต้องเดินเบียดมากๆครับ ส่วนใครคิดจะมาถ่ายรูป คงต้องใช้เวลาเร็วมากๆครับ เพราะคนเยอะมาก ที่สำคัญ ที่วัดจะไม่เปิดให้ เข้าไปถ่ายใกล้ๆได้ครับ เราจะเห็นอยู่ไกลๆครับ

ภายในวัดพระเขี้ยวแก้ว จะมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงรวบรวมเกี่ยวกับประวัติ ของประเทศศรีลังกาด้วย เท่าที่ทราบมาเห็นว่าเพิ่งเปิดให้เข้าชมนะครับ

ด้านหน้าทางเข้าครับ ตึกสวยทีเดียว

ภายในจะมีชุด เสื้อผ้า เครื่องประดับต่างๆในสมัยก่อน ที่สำคัญ มีแบบจำลอง พระเขี้ยวแก้วด้วยครับ


ภาพนี้จากจุดชมวิว ของ ตึกพิพิธภัณฑ์ ครับ วิวสวยทีเดียว


ต่อจากวัดพระเขี้ยวแก้ว ผมจะพาไปชม วัดสุดท้ายของทริปนี้กันครับ


วัดนี้มีชื่อว่า วัดเกลาณีนะราชมหาวิหาร หรือ วัดกัลยาณีราชมหาวิหารนั้นเอง


วัดนี้จะสวยมากครับ และยังมีรายละเอียดต่างๆ ที่เกียวกับประวัติศาสตร์ต่างๆภายในวัดเยอะมาก


ภายในวัด จะมีผู้คนเข้ามากราบไหว้ และนั่งสวดมนต์ ตามมุมต่าง


บางคน ก็ จุดน้ำมันตะเกียง และ เทน้ำมัน บรรยากาศ วันนั้นสำหรับผมในฐานะชาวพุทธคนนึงทำให้รู้สึกขนลุก และรู้สึกศรัทธา ในพุทธศาสนามากๆครับ


รูปปั้น ข้างวัด ที่ปั้นเกี่ยวกับพุทธศาสนา จะพบได้รอบๆวัด


ภายในวัดจะพบ กับ ภาพวาดฝาผนัง ที่วาดเกี่ยวกับเรื่องราวประเทศศรีลังกา  และความเชื่อในสมัยก่อนครับ

รุปปั้นข้างฝาผนัง ผมไม่แน่ใจว่า เค้าปั้นเกี่ยวกับเรื่องราวอะไร ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีข้อมูล ก็ พิมบอก ด้วยนะครับ

เราจะพบเห็นรูปปั้นแบบนี้ รอบๆภายในวัดเลยครับ


ภายในจะพบ พระนอนองค์ใหญ่ ให้เรากราบไหว้ ด้วยครับ


ภาพนี้คือภาพ เจ้าชายทันตกุมาร นำพระเขี้ยวแก้วซ่อนไว้ในมวยผม นำมาจากอินเดียว เข้ามาที่ศรีลังกาครับ ภาพนี้เป็นถือว่าภาพสำคัญที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เลยทีเดียว

ภาพภายใน อีกภาพครับ


ยามเย็น จะเห็นว่าผู้คนแทบไม่ลดน้อยลงเลย กลับเข้ามาไหว้พระ และสวดมนต์เพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ


สุดท้าย ประเทศศรีลังกา สำหรับผม ถือว่าเป็นประเทศที่มีอะไรให้ค้นหาและตื่นเต้นกับประเทศนี้ตลอด ทั้งที่ก่อนมาข้อมูลประเทศนี้ผมหาได้แทบน้อยมาก และได้ยินชื่อเสียง ที่ไม่ดี เช่นเรื่องสงครามกลางเมือง กบฏต่างๆ  แต่เมื่อผมได้ใช้ชีวิตที่ประเทศนี้ กลับทำให้ผมรู้สึกว่า ประเทศนี้ ดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมาก และเป็นประเทศที่มีแต่รอยยิ้มเหมือนบ้านเรา ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ ผู้คนก็จะยิ้มทักทาย บางคนเดินเข้ามาคุย อย่างเป็นกันเอง ความสุขที่เป็นกันเอง และเรื่องราวทีประวัติเกี่ยวกับพุทธศาสนาต่างๆ ทำให้ทริปนี้ ผมประทับใจมากๆครับ ถ้าเป็นไปได้คราวหน้ามีโอกาส ผมคงจะได้กลับไปเยี่ยมประเทศนีอีกครั้ง



Share To:

yhibklong

Post A Comment: