ย้อนไปเมื่อ2ปีที่แล้ว ในวันนึงที่ผมได้เปิดไปดูกระทู้นึงที่เกี่ยวกับ เมืองอุทัย จากคำบอกเล่าของ ล็อคอิน นารีสราญ หรือ น้องมินิ วันนั้นภาพแต่ละภาพ คำบอกเล่าของคนที่ไปสัมผัสเมืองอุทัย ทำให้ผมบอกกับตัวเองว่า ยังไง ชีวิตนี้ก็ต้องไปจังหวัดนี้ให้ได้… สายน้ำ วิถีชีวิต และความเป็นกันเอง ที่ผมได้อ่านจากคำบอกเล่าของกระทู้นั้น ยิ่งทำให้ผมอยากเดินทางไปให้ได้ แต่เสียดาย โลกความเป็นจริง ที่ทำให้ผมไม่มีโอกาสไปสัมผัส อุทัยเลย 

ติดตามเพจ หยิบกล้องมาท่องโลกได้ที่ www.facebook.com/yhibklong








2ปีเวลาผ่านไปรวดเร็ว แต่ความอยากและความฝังใจยังคงอยู่เรื่อยๆ ผมได้แต่บ่นกับเพื่อนๆในห้องบลูว่า ไปอุทัยกันไหม จนกลายเป็นเรื่องขำขัน ว่าถ้าใครไม่รู้จะไปไหน ให้ไปชวนก้องไปอุทัย .. แต่แล้ววันนึงความฝันผมก็เป็นจริง เมื่อเรื่องราวรีวิวที่ผมส่งเข้าประกวดคัดเลือก “ในโครงการคนเล่าเรื่องเมืองน่ารัก” รีวิวที่ผมส่งนั้น ทำให้ผมติด 1ใน10 คนที่จะไปรีวิว คนเล่าเรื่องเมืองน่ารัก ซึ่งจะมี10 เมืองด้วยกัน และความโชคดี ที่สุด คือ ผมได้ไป อุทัย เมื่องที่ผม ฝันไว้และพร่ำบ่น มา 2ปี






โดย หัวข้อที่ผมได้รับมา คือ “อุทัย เมืองเหนือจิตนาการ” นั้นซิ ทำยังไง จะสื่อให้เพื่อนๆได้รู้ว่า อุทัยเมืองเหนือจิตนาการ ในมุมมองผมเป็นอย่างไร การบ้านที่ยากที่สุดที่ผมเคยรีวิว แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมท้อแท้ ผมใช้เวลา 1 อาทิตย์เต็มๆ เก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด ดูมุมมองคนอื่นๆจากภาพถ่าย จนได้ข้อมูลที่ผมเชื่อว่า ที่เหล่านี้แหละ ที่ผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยว จากรีวิวของผม และเชื่อว่าใครได้สัมผัส รีวิวนี้ จะเชื่อว่า เป็นเมือง เหนือจิตนาการ เป็นแน้แท้



ถ้าถาม ถึงจังหวัดอุทัย สิ่งที่ทุกคนนึกถึง คือ แม่น้ำสายใหญ่ แม่น้ำสะแกกรัง ที่ถือเป็นเลือดเนื้อของคนอุทัย และอีกที่ ที่ทำให้คนรู้จักจังหวัดอุทัย คือ “วัดท่าซุง” วัดที่สวยผมคิดว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ภายในวัดประกอบด้วยสถานที่สำคัญ หลายๆที่ครับ โดยเฉพาะที่นี่ ปราสาททองคำ




ใครมาวัดท่าซุง ต้องการ เที่ยวจุดต่างๆ โดยไม่ต้องขับรถวน เอง ก็ได้ครับ ที่นี่มีบริการ ขับรถชมตามจุดสำคัญ ในราคาเบาๆ คนละ 8 บาท เองครับ ถ้า ไปกันเยอะ ก็เหมาได้ในราคา 20-30 บาทต่อคัน ที่สำคัญ คนขับรถที่นี่ บริการดีมากๆครับ ยิ้มตลอดเวลา เราถามข้อมูลอะไร ก็ตอบได้หมด ที่ผมประทับใจอีกจุดคือ ไม่มีการเร่งครับ จะเข้าไปถ่ายรูปนานแค่ไหน เค้าก็รอเราครับ ^^ สำหรับข้อมูลวัดท่าซุงเข้าไป ดูได้ที่นี่นะครับ http://www.watthasung.com/home.php






หลังจากเสร็จจากวัดท่าซุง เนื่องจากผมเห็นฝนยังไม่ทำท่าตกลงมาผมเลยไปต่อที่ วัดสังกัสรัตนคีรี วัดที่อยู่บนยอดเขาสะแกกรัง ทางขึ้นมีสองทางคือ เดินขึ้น บันได 449ขั้น กับ ขับรถขึ้นสู่ยอดเขา ระหว่างลังเล ระหว่างความสบายกับความลำบากแต่ผมเชื่อว่าคงจะมีอะไรดีดี จังหวะนั้นก็มีเด็กน้อยคนนึง เด็กที่ทำให้ผู้ใหญ่คนนึง ยืนมองได้เป็นนาที แปลกจังจังหวะนั้น เค้าทำให้ผมรู้สึกอะไรบางอย่างว่า …บางครั้งเรามักหนี ความลำบากเพียงเพราะเราเชื่อว่าเราทำไม่ได้ ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำ และไม่เคยทำเลยด้วยซ้ำ … เด็กน้อยคนเดิม กล้าที่จะวิ่ง พร้อมกับถือลูกบอล ขึ้นบันไดทีละคัน ทีละคัน บันไดที่คนอย่างผมคิดในใจว่า ถ้าไปทางนี้คงจะเหนื่อยลำบากแน่ๆ เวลาผ่านไปไวยังกะโกหก เด็กที่เดินทีละคันทีละคัน แปปเดียว ผมก็เห็นเค้าอยู่บนยอดเสียแล้ว แต่ผมซึ่งเป็นผู้ใหญ่ กว่า โตกว่า กลับยังยืนอยู่ที่เดิม ,,,ขอบคุณ เด็กคนนึงที่ทำให้ผม กล้าเดืน ขึ้นเขาทีละเก้า ทีละเก้า ได้ลองทำก่อนที่จะบอกว่าไม่ได้ “ขอบคุณครับ”








หลังจากขึ้นมาบนเขาสะแกกรัง สวยลมเย็นๆก็พัดเข้ามาที่หน้า วิวเมืองอุทัย ทำให้ผมประทับใจไม่รู้ลืม แต่บางครั้งความซนของผมก็หยุดไม่อยู่ อยากลองถ่ายออกมาเป็น เมืองจำลองเล็กๆ ให้เพื่อนๆชมแทน และคิดว่าถ้าเป็นเมืองของเราก็ดีซิเนอะ ผมคงจะใส่ต้นไม้ไปเยอะๆ เอาแสงสี ทีเสื่อมโทรม ออกไป เอารอยยิ้ม มากแปะไว้ที่ฝาบ้านแต่ละบ้าน ให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งรอยยิ้ม






ก่อนลงมา ขอเก็บภาพ อีกมุมนึง เพียงแต่ย้าย จากซ้ายไปขวา เมืองทั้งเมืองก็หายไป เหลือเพียงทุ่งนา ที่เงียบสงบ กับแสงยามเย็น เหงาๆก่อนจากลา



จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ของผม คือถนนคนเดิน หรือ คนอุทัยเรียกว่าตรอกโรงยา ถนนที่มีเรื่องราวมากมาย ให้ผู้คนจากที่อื่นๆเข้ามาสัมผัส นานแล้วมั้งที่ผมไม่เคยเห็นยาหอม ยาหอมที่ผสมจากเครื่องยาหลายชนิดส่งกลิ่นหอมตั้งแต่หน้าบ้าน จนทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปถามไถ่เรืองราวของยาหอม ยาหอมนี้เป็นยาหอมสูตรของหมอจีน หมอวิรัติ ถ้าใครแวะเวียนมา ร้านนี้เจ้าของร้านเป็นกันเองมาก แถมยังพาผมเดืนดูจุดต่างๆในร้าน และยังให้ชิมยาด้วย พร้อมบอกสรรพคุณหลายๆอย่างที่ผมไม่เคยรู้จากที่ไหน มาก่อน





ภายในร้าน เป็นการทำยาแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือน ถึงแม้ไม่ใหญ่ แต่พนักงานที่นี่ทำงานด้วยใจจริงๆครับ กว่า20นาทีที่ผมได้พูดคุยพร้อมเสียงหัวเราะ กับเหล่าๆพี่ในร้านยาหอม ทำให้ผมรู้จักอุทัยอีกมุมหนึ่ง และ ทำให้ ผมรับรู้ว่าคนอุทัย มึมุขมากมายแค่ไหน ความรู้เรื่องยาที่พี่ๆสลับกันเล่าให้ฟัง ทำให้ผมรับรู้ว่า คนสมัยก่อน มีความรู้มากมายจริงๆ ยาหอมเป็นยาที่แก้ได้สารพัดโรคแถมราคาไม่แพงอีกต่างหาก ผม พี่ๆอยู่ที่อุทัย ไม่ไปทำงานที่อื่นหรอ พี่ๆ พี่ไม่ไปไหน หรอ พี่ชอบที่นี่ และพี่ว่าถ้าคนเรารู้จักใช้ เราก็จะพอ ขอบคุณคำตอบสั้น ของพี่ๆ ที่ทำให้ผม ยิ้ม ก่อน ออกจากร้าน ครับผมของดเอารูปในร้านมุมต่างๆลงนะครับ เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของร้าน ครับเพราะบางส่วน เจ้าของร้านคงไม่อยากให้เปิดเผยมากนัก








ถ้าใครได้มาตรอกโรงยา จะเจอ ร้านน่ารักตกแต่งไม่เหมือนใครร้านนึง นั้นคือร้าน บ้านนกเขา ชื่อร้านเอามาจากชื่อพี่เจ้าของร้าน พี่นกเขา นั้นเอง








ใครผ่านมาที่อุทัยแล้ว ไม่รู้จะไปเที่ยวไหน ลองแวะมาถามพี่นกเขาได้ พี่เค้าจะมีคำแนะนำ และข้อมูลต่างๆ แถมมีหนังสือแจก โดยไม่คิดเงินเลยแม้แต่บาทเดียว










…แม้ข้างนอกเวลานี้ฝนจะตกลงหนักแค่ไหน ผมก็ยังฟังพี่ๆเค้าพูดคุยอย่างเป็นกันเอง บอกเล่าเรื่องราวที่ผมไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน จนสุดท้ายก่อนน้ำจะท่วม ผมเชื่อหมดใจว่า อุทัย ต่อจากนี้ คงเป็นเมืองที่ทำให้ผู้คนที่มาเยือน กลับไปคงมีแต่รอยยิ้มแน่ๆ เพราะเมืองนี้โชคดีได้คนแบบพี่ๆ ก่อนกลับผมแวะไปถ่ายรูปร้านข้างๆ ร้านนมเล็กๆ น่ารักน่ารัก ถ้าใครมีโอกาสแวะไปดื่มได้นะครับ หลังจากผมจะกลับ พี่ผู้หญิงเจ้าของร้านเดินมาหาผมพร้อมร่ม แม้ตัว เค้าจะเปียก แทบเรียกว่าเปียกกว่าผมเลย พี่เค้าก็ยื่นร่มแล้วบอกว่า ให้พี่ไปส่งไหม ……ณ วินาทีนั้น เป็นเพื่อนๆ จะยิ้มในใจกว้างแค่ไหนดี






เวลาที่ผมรอคอยทั้งวัน คือเวลาอาหารเย็นนี่แหละ ^^ ก่อนมื้อเย็น ผมได้โทรมาสั้งจองกุ้งที่ร้าน นกน้อย ซึ่งทางร้านมีกุ้งแม่น้ำ อยู่สามตัว ตัวละครึ่งโลกว่าๆ ผมไม่รอช้า ขอเหมาหมด พร้อมปลาแรดสดๆ หนึ่งตัว มื้อเย็นวันนี้ ทำให้ผมซัดข้าว ไป3 จาน









จานนี้ที่รอคอย มันเยิ้มๆ คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ ….ไม่ขอพูดต่อดีกว่า ขนาดทำรีวิว ตอนนี้นึกถึงยังหิวขึ้นมาเฉยเลย





ค่ำคืนนี้ ผม ขอลาไปนอน กับที่พักที่เปิดได้ไม่นาน บ้านอิงน้ำ … พี่ต้นเจ้าของที่พัก ฝากบอกกับเพื่อนๆว่า ถ้ามาพักช่วงเย็นๆ มีบริการตกกุ้งแม่น้ำนะครับ ไม่แน่ อาจจะได้กุ้งแม่น้ำตัวโต มาเป็นอาหารเย็นก็ได้นะครับ ที่สำคัญ สำหรับเพื่อนๆห้องบลู พี่เค้ามีส่วนลดพิเศษให้ด้วยนะครับ ^^



เช้านี้จากที่พัก โดยการปั่นจักรยานมาเรื่อยๆ ไม่ถึง 5นาที ก็ถึง วัดอุโปสถาราม ข้างวัดนี้จะมีสะพานข้ามแม่น้ำ ไปสู่ตลาด






แปลกจังอากาศยามเช้า ที่อุทัยช่างสดชื่น อย่างบอกไม่ถูก ด้วยความเคยชินที่อยู่ กทม มานาน พอได้ออกมาสูดอากาศแบบนี้แล้ว ทำให้มีแรงอย่าบอกไม่ถูก






ก่อนข้ามสะพาน ผมหันหลังไปดูวัดอุโปสถาราม ที่โดนน้ำท่วม ขนาดวันที่ผมมาน้ำยังไม่สูงมากนัก ยังโดนขนาดนี้ ผมไม่อยากคิดเลยว่าถ้า วันที่น้ำมาเยอะๆ จะเสียหายไปแค่ไหน ชาวบ้านแถวนี้จะได้รับผลกระทบเพียงใด ได้แต่ขอร้องในใจว่าให้ ฝนหยุดตกเถอะ น้ำจะได้ลดลงบ้าง



เช้าๆคนอุทัยหลายๆคน เริ่มกำลังตื่นมาเพื่อ หาซื้ออาหาร บ้างก็ เริ่มตื่นเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตวันใหม่ เช้านี้ผมก็เช่นกัน ที่เดินอยู่คนเดียว เช่นเดิม แต่บนที่ใหม่ ขากำลังก้าวต่อไป เพื่อไปพอเจออะไรใหม่ๆที่ผมไม่เคยได้สัมผัส



พระกับชาวบ้าน ไม่ว่าไปที่ไหนตอนเช้าๆ ภาพแบบนี้ทำให้ผมประทับใจเสมอ กับการตักบาตรยามเช้า






มาที่อุทัย เราสามารถ หาซื้อของสำหรับตักบาตร กับชาวบ้านในตลาดได้เลย มีทั้งแกง ต้ม ของผัด และข้าวสวยร้อนๆ ทำบุญครั้งนี้ เลยได้ทั้งบุญ และได้ช่วยเหลือ พี่น้อง เราในการจับจ่ายซื้อของกันด้วย เพราะช่วงนี้ เป็นหน้าฝน การค้าก็ไม่ค่อยคึกคัก เปิดร้านได้ แปปเดียวก็ต้องปิด ถ้าเราช่วยกันอุดหนุน ก็จะทำให้พวกเค้า มีชีวิตในการเดินต่อๆไปได้ เห็นไหมคิดสบายๆ ก็ได้ อะไรตั้งหลายต่อ








ฟ้าเริ่มสว่าง ผู้คน เริ่มกลับไปที่บ้าน เพื่อ จัดการหุงข้าวปลาอาหารกันต่อไป จะว่าไป ชีวิตเราก็เหมือนการเดินทาง มีอะไรแปลกใหม่ อยู่ทุกๆวัน เพียงแต่ว่า เราจะก้าวเดินไปได้ดีแค่ไหน ผ่านมันไปได้ยากง่ายแค่ไหน ก็เท่านั้นเอง











หันไปมอง เห็นแสงมานิดหน่อย เลยลองเล่นสีภาพดู ว่าจะทำออกมาให้สวย กลับไปเป็นภาพที่ เหงา ตามเดิม









บ้านริมแม่น้ำ ผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า พี่นกเขา เล่าให้ผมฟังว่า แต่ก่อนที่ อุทัย มีบ้านริมแม่น้ำมากมาย แต่ปัจจุบัน เหลือเพียง 1-200กว่า หลังเท่านั้นเอง จุดเด่นของบ้าน ริมน้ำคือทุกบ้านจะมีทะเบียน นั้นแหละครับทำให้ บ้านริมน้ำเก๋กว่าที่ไหนๆเลย










ก่อนกลับที่พัก ผมขอเดินลุยน้ำเข้าไปที่วัดอุโปสถาราม อีกซักครั้ง










พอลุยน้ำเข้ามา ถึงที่ กลับโชคร้าย ประตูล็อค ทำให้ผมเข้าไปชมภายในไม่ได้ ได้แต่ยืนมองดูรูปที่เล่าเรื่อง เมื่อสมัยก่อน ทำให้ผมรู้ว่าวิถีชีวิตคนสมัยก่อน ชอบทำบุญ ชอบเข้าวัดมาก จะได้เห็นได้จากภาพวาดมุมต่างๆ ที่บอกเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี เสียดายภาพที่มีอายุ นานๆ กับโดนทำร้าย เพียงเพราะคนไทยบางคนที่ มาขีดเขียนคำ บางคำลงไปที่ พนังภาพ เสียดายที่คนเหล่านั้นไม่รู้คุณค่า เขียนไปเพียงเพราะสนุก และ ออยากเด่น เท่านั้นเอง









ถ้าใครมาชมรีวิวผมอาจจะคิดว่าทำไมเมืองนี้มันดูเหงาจัง ผมจะบอกว่าเมืองนี้ แทบจะมีอารมโรแมนติก อยู่ทั่วทุกมุมเมืองเลยก็ว่าได้ เพียงแต่อารมผมมันไม่คอยเหมือนใคร ดันติดกับอารมเหงาซะมากกว่า ภาพเลยออกมาแนวนี้ครับ ไว้วันนึง อาจจะเห็นผมในมุมอื่นๆบ้าง นะครับ










แสงสุดท้าย ก่อนที่ผมจะกลับเข้าที่พัก










กลับถึงที่พักอาบน้ำอาบท่า มาทานมื้อเช้า ชิวๆ ริมน้ำ ความขี้เกียจเริ่มทำงาน อยากงีบอีกซักพัก เฮ้อออ ต้องกลับแล้วหรอเนี๊ยะ









และแล้วฝนกก็ตก ลงมาจริงๆ ความเหงาเริ่มเข้ามา เป็นอย่างที่เค้าว่าจริงๆ ความเหงามันมากับ ฝน









ก่อนกลับ ผมขอแวะซื้อของในตลาด และ ขอเดินเก็บ ภาพมุมอื่นๆเพิ่มเติม โดยใช้กล้องใหม่ EPL2 รถสามล้อ ที่ไม่ค่อยได้พบแล้ว ที่นี่ยังมีบริการให้กับ ลูกค้าหลายๆท่าน











มาอุทัย ไม่มีเจอปลา ก็ คงจะบอกว่าไม่ถึงอุทัยแน่ๆ ที่นี่มีปลาหลากหลายมากๆ ผมก็ไม่ค่อยรู้ว่าเป็นปลาอะไรบ้าง แต่เที่คุยกับเจ้าของร้าน ทราบมาอย่างเดียวว่าราคาปลาถูกกว่า จังหวัดอื่นๆแน่ๆ^^








ขอขึ้นชื่อที่อุทัย อีกอย่างคือ ขนมปังสังขยา และร้านที่ดังที่สุดคือร้าน ป้าไพพรรณ ที่ได้รับรางวัลมากมาย











ระหว่างทางผมเจอ โรงหนังเก่า โรงหนังแห่งเดียวของที่นี่ อดีต คงมีคนมาดูมากมาย แต่วันนี้ ก็เสื่อมไปตามกาลเวลา








สุดท้าย เมืองอุทัย เปรียบเหมือน ผู้หญิง ที่ไม่ค่อยพูด แต่เมื่อเรามาสัมผัสแล้ว ได้มารู้จักแล้ว เราจะติดใจผู้หญิงคนนี้เป็นแน้แท้ อุทัย ยังคงเป็นเมืองเล็กๆ ที่คอยผู้คนเข้าไปเปิด ประตู บ้าน เข้าไปทำความรู้จักเสมอ ถ้าวันหยุดของคุณว่างๆ ผมเชื่อว่า คุณไปที่นี่แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง ^___^ ขอบคุณทุกๆคอมเม้น ทุกๆกิ๊ฟนะครับ





Share To:

yhibklong

Post A Comment: