สวัสดีครับเพื่อนๆ คราวนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยว เมืองเมืองหนึ่ง ที่ไม่ได้โด่งดังอะไร เป็น เมืองนึงที่อยู่ในรัฐซาราวัค เมืองนี้พูดไปหลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ เมืองนี้ชื่อว่า เมืองกูชิงครับ พอผมเอ่ยชื่อมา ผมเชื่อว่าหลายๆคนฟังแล้ว อาจจะคิดเมืองนี้ เป็นเมืองของ ประเทศจีนก็ว่าได้ เพราะชื่อคล้ายๆกันเลย สำหรับทริปนี้ เป็นทริปที่ผมใช้เวลา อยู่ที่ เมืองนี้เป็นเวลา 3 วันสองคืนครับ เป็นทริปสั้นๆ แต่สนุกมากครับ ไปเที่ยวกันดีกว่าครับ 


ติดตามเพจ หยิบกล้องมาท่องโลกที่ www.facebook.com/yhibklong
รับชมรีวิวย้อนหลังได้ที่เวป www.yhibklong.com






สำหรับการเดินทางมาที่นี่ ผม เดินทางมาด้วยสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ครับ เวลา6โมงเช้าของไทย และ ผมเดินทางสองต่อด้วยกันคือมาลงที่ กัวลาลัมเปอร์ แล้วบินต่อไปสนามบินกูชิง เครื่องจะออกเวลา 14.00 ตรงนี้ผมใช้เวลาเดินทาง ค่อนข้างนานหน่อยเพราะเสียเวลาต่อเครื่องครับ สองต่อด้วยกัน จะมาถึง ที่กูชิง ราวๆบ่ายสามกว่าๆนะครับ












หลังจากผมขึ้นเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ เวลาผ่าน ไปไม่นาน ผมก็ มาถึงจุดหมายที่เราต้องการมาเที่ยวซะที เมืองกูชิงครั้งแรกที่ผมเห็น คงเป็นเมืองเงียบๆ สบายๆ และมีแม่น้ำล้อมรอบเมือง








ผมใช้เวลาจาก สนามบินมาที่โรงแรมไม่นาน โดยใช้บริการ taxi จากสนามบิน อัตราค่าโดยสารอยู่ที่ RM26 ตกราวๆ 280 บาท ที่นี่จะเป็นราคาเหมานะครับ เราต้องเสียเงินที่ เค้าเตอร์ บริการเรียกรถ และนำใบเสร็จไปให้ taxi ครับ แล้วบอกทางเค้าไป ผมใช้เวลาราวๆ 20นาที รถtaxi ก็มาถึงโรงแรม PULLMAN เมื่อมาถึงที่ห้องผมไม่รอช้า รีบเดินไปที่ผ้าม่าน ค่อยๆเปิดผ้าม่านอย่างไม่เร่งรีบ ภาพของเมืองกูชิงค่อยๆโผล่ขึ้นมา ทีละน้อยทีละน้อย จน ผมได้เห็นภาพเต็มๆตาของเมืองนี้ ความสุขของการเดินทาง มันจะมีความสุขเสมอถ้าเราได้เห็นอะไรใหม่ๆ และคุ้มค่า ที่เดินทางมา แม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม 





อีกสองคืน ที่ผม ต้องฝากชีวิตไว้ ที่เมืองนี้ ผมรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ตัดสินใจถูกที่เลือก โรงแรม PULLMANแห่งนี้ เตียงนอนที่นุ่มสบาย คงทำให้ผมหายเมื่อยและหลับเต็มอิ่ม ห้องน้ำที่สะอาด และมีอ่างขนาดใหญ่ให้ผมแช่ตัว พร้อมมองดูแสงจันทร์ยามค่ำคืน ในทุกๆคืนต่อจากนี้ ที่สำคัญ ถ้าใครมาพัก ชั้น23 ของที่นี่ จะมีช่วงเวลาพิเศษ สามารถมาดื่มด่ำ กับ ค็อกเทล หลากหลายได้ฟรีอีกด้วย 
















วิวอีกด้านหนึ่งของ โรงแรม เป็นวิวที่สวยเงียบและสงบ ในวันนี้กูชิงที่ผมเห็นยังคงเป็นเมืองที่มต้นไม้ใหญ่เยอะมากมาย อีกเมืองนึง





เนื่องจาก ผมมาถึงก็เย็นเสียแล้ว เลยมีเวลาที่ได้เดินเล่นรอบๆ ได้ไม่นานก่อนแสงตะวันจะตก ผมใช้เวลาเดินไปเรื่อยๆ โดยมีแผนที่เล็กๆ อยู่1ใบ การเดินทางครั้งนี้คงเป็นการเดินแบบ ใช้ ความรู้สึกมากกว่าความคิด ก็เป็นไร จุดแรกของผมจึงเริ่มจาก วัดที่อยู่ใกล้ โรงแรมก่อน วัด Tua Pek Kong Temple ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งใน เมืองกูชิง 









สำหรับใคร ที่ ไม่ชอบเดิน ที่นี่ก็บริการให้เช่าจักรยานด้วยนะครับ ต่อวันก็ราวๆ 200กว่าบาท หรือจะไปแบบทัวร์ก็มีนะครับ จะรวมอาหารและพาเที่ยวไปในตัวด้วย








อย่างที่บอกตอนต้น ผมยังคงเดินไปเรื่อยๆ เดินไปทางซ้ายทีไปทางขวาที ไมไ่ด้ ตามแบบแผนเท่าไหร่ แต่สำหรับการเดินแบบไม่มีแผน บางครั้งก็ทำให้ ผมเจออะไรดีดีเสมอ วัดสวยๆอีกวัดหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้เดินผ่านมาเจอ แต่ความโชคดีก็ต้องจบลงด้วยความโชคร้ายเช่นกัน เพราะสถานที่ที่ผม เดินมาถึง ผมไม่อาจทราบได้ว่าที่นี่คือวัดอะไร 












แสง ยามเย็นกำลัง จะหายไป บ้านรอบๆต่างปิดกันสนิท ผมได้แต่เดินไปเรื่อยๆ แต่ระหว่างทาง นึกถึงเรื่องที่ผมได้อ่านมา เกี่ยวกับคนจีนที่ได้มาทำการค้าขายและอพยพมาอยู่อาศัยที่นี่เมืองนี้ ผมพอถึงที่เมืองกูชิง ทำให้ผม รู้ว่า คนจีนมาที่นี่เยอะมากมายจริงๆ 





ผมเดินมาเรื่อยๆจนถึงริมน้ำ ทางเดินสายบางๆ ที่ทำให้ ผมมีความสุขอีกครั้ง ลมเย็นๆพร้อมกับมองดูชีวิตริมน้ำ มันก็ทำให้ มีความสุขอีกครั้ง 





ท่ามกลางแสงสีของแสงอาทิตย์ที่กำลังจะจากไป ยังคงมีความสุขเล็กๆ ของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวน้อยๆพ่อแม่และลูกที่ยืนริมน้ำ พร้อมกับแสงสีทองอันอบอุ่น ภาพนี้แม้ จะใช้เวลาถ่ายอยู่หลายที แต่ พอได้ภาพนี้มา ผมได้แต่บอกตัวเองว่าภาพนี้คงเป็นอีกภาพนึงที่ผม รัก มากที่สุด











การเดินริมน้ำ พร้อมเฝ้ามองแสงของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับไป สำหรับผมแสงสีส้มจะสวยที่สุด ก็ตอนที่กำลังจะจากไป แสงสุดท้ายที่ทำให้ หลายๆคนจับจ้องอยู่ได้นานเท่านาน ตราบที่ยังพอมีเวลา












ก่อนจะหมดแสง ผมได้แต่พร่ำบอกตัวเอง ขอให้แสง อยู่กับผมได้อีกซักนาทีก็ยังดี ภาพแสงสีส้มๆ ยังคงตัดกับดอกไม้และใบหญ้า แสงที่ทำให้การเดินทางนี้มีอะไรให้ เที่ยวชมอีกมากมาย แสงที่ทำให้ผม เดินมาไกล อย่างไม่เหนื่อย สุดท้ายแม้ผม จะไม่อาจต้านทานไว้ได้ แต่ ก็ ขอบคุณ ที่ทำให้ผมเห็นเมืองนี้สวยไปอีกมุมนึง





ตกกลางคืน ผม ได้แต่ เดินเล่นรอบๆ ริมน้ำ ซักพักเสียงดนตรี ที่พัดมาพร้อมสายลม ก็เข้ามาที่ หูน้อยๆของผม หูที่ไม่ได้ดีเด่นหรือเทพแต่อย่างใด แต่หูใบน้อยของผม ก็ทำเอาขาของผมก้าวออกไป ตามเสียงนั้นทีละก้าวทีละก้าว จนมาถึง เสียงเพลงอันไพเราะนั้น ผมยืนฟังอยู่นานเท่านาน เท่าที่ผมจะมีเวลา เพลงบางเพลงผมแปลกแทบไม่ออก ฟังไม่รู้เรื่องเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยดนตรี และเสียงร้อง เข้ากันได้อย่างประหลาด กลับกลายเป็นเสียงที่ไพเราะ ขึ้นมา ค่ำคืนนี้ คงเป็นดนตรีกล่อมผมให้หายเหนื่อยได้เป็นอย่างดี





หลังจาก เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ผมก็กลับมาที่ โรงแรมแม้จะดึกจะดื่น แต่ ก็ยังจะเก็บภาพรอบๆโรงแรมนี้ เอาไว้ เผื่อวันนึง เพื่อนๆคนไหน อยากเห็นภาพของโรงแรมนี้ ก่อนตัดสินใจจองใดๆ จะได้เห็นมุมอื่นๆ นอกจากห้องบ้าง 












เช้าวันใหม่ของผมผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตัวผมที่ยังคงนอนสบายบนเตียงนุ่มๆแบบไม่อยากตื่น แสงแดดอ่อนๆ เริ่มส่องแสงมากระทบตา ผมค่อยๆลุกจากเตียงทีละน้อยทีละน้อย แล้ว เปิดผ้าม่านเพื่อรับ วิวของวันใหม่ 









เช้าวันนี้ยังคงเป็นการเดินทางอย่างไม่เร่งรีบ ผมค่อยๆออกเดินทางไปตามจุดต่างๆของเมือง จุดแรก เป็นChinese Museum ของเมืองนี้ เป็นที่รวบรวมความเป็นมาของคนจีนที่ เข้ามาค้าขายและอพยพ มาที่เมืองกูชิง 





การเดินทางอย่างสบายๆ ไม่ต้องคอยไม่ต้องรอใคร ก็ดีเหมือนกัน การแบกเป้เล็กๆ ของผมคราวนี้ทำให้มีเวลา เดินเล่นไปเรื่อยๆ ได้ชมได้เห็นบ้านเมืองของที่นี่อีกมุมมองนึง 










เดินไปเรื่อยๆ ท้องเริ่มร้องออกมาเป็นเสียง ร้านกลางวันของเราวันนี้ คงเป็นอาหารง่ายๆเหมือนเช่นวันที่ผ่านๆมา ก็คือลักซานั้นเอง อาหารสบายๆราคาไม่แพง ที่สำคัญอร่อยใช้ได้เลย 





เมื่อท้องอิ่ม ผมเลยเดินกลับมา ตรงท่าน้ำ ลองนั่งเรือข้ามฝั่ง ไปบ้าง ค่าเรือนั้นไม่แพงเลย ถ้าใครอยากนั่งข้ามไปข้ามมา ก็ ลองได้ครับ 









เมื่อคนเต็มเรือลำน้อย ก็พร้อม ออกเดินทาง ผม ใช้เวลาแค่ชั่วอึดใจ ก็ถึงเสียแล้ว





สำหรับจุดนี้ สำหรับผม คงไม่มีอะไรมากมาย ผมเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนขากลับมาแวะ ร้านขนมเค้กร้านนึงที่ดังมากของเมืองกูชิง สำหรับร้าน mira นี้ มีเค้กชั้นๆให้เราเลือกทานมากมายหลากหลายรส ที่สำคัญมีให้ชิมก่อนซื้อด้วย เผื่อใครถูกใจรสชาติไหนก็ ค่อยเลือกซื้อกันได้เลย
















ผมใช้เวลาไม่นาน ที่ฝั่งนั้น แต่ก็อดขำไม่ได้ซะทีเดียว การใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ กลับได้ ของฝากกลับมามากมาย จุดหมายปลายทางต่อมา ก็ คือมัสยิดสีชมพู มัสยิดใจกลางเมืองอีกแห่งหนึ่ง ของเมืองกูชิง เสียดายภายใน เค้าห้ามให้เราถ่ายรูป เลยได้แต่เก็บภาพจากด้านนอกเท่านั้น




เช่นกัน กับ ที่นี่ พิพิธภัณฑ์ ซาราวัก กฎก็คือห้ามถ่ายรูปภายในเช่นเดียวกัน แต่สำหรับผม ใครมาเยือนเมืองนี้ บอกได้คำเดียวว่าต้องมาที่นี่ เพราะมีของและเรื่องเล่ามากมาย เกี่ยวกับคนพื้นเมือง ทั้งหน้ากากโบราณ รูปปั้นต่างๆ และเรื่องการล่าหัวคน









ตกเย็นผมกลับมาที่ท่าเรือ พร้อมหัวใจที่ตื่นเต้น ครั้งใหม่ กับการเดินทางผ่านทางเรือในต่างประเทศ สำหรับผมนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ล่องเรือ ในแม่น้ำ ของประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทย ราคาค่าโดยสารตกคนละ RM50 บนเรือจะมีน้ำและขนมให้ทานฟรี ครับ





การล่องเรือไปตามแม่น้ำ ท้องฟ้าและบ้านเรือนที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน วิวที่แปลกตาและไม่คุ้นเคย ทำให้มีผมมีแต่ความตื่นตาตื่นใจตลอด สายลมที่พัดผ่าน ผมถือว่าเป็นการต้อนรับ การเที่ยวครั้งแรกของผม 














แม้จะเป็นการนั่งเรือ ที่สบายๆ และไม่ได้ไปไกลมากมาย แต่ แค่นี้ก็ทำให้ ผม มีความสุขมากมายแล้ว สมแล้วที่เค้ายกย่องว่าเป็นเมืองแห่งสายน้ำจริงๆ









ผมใช้เวลาหลังจากนั้น กลับมา ทานข้าวและอาบน้ำ ก่อนจะเดินทางไป ยัง งาน Rainforest world music Festival ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองนี้เลยครับ จะมีแค่ปีละครั้งเท่านั้น และนับเป็นโชคดีของผมที่ได้เดินทาง มาวันนั้นพอดี 





การเดินทางมาที่นี่ จะตกไปกลับคนละ RM60 (600บาท) สำหรับค่าเข้างาน ผมซื้อหน้างาน ซึ่งราคาดันจำไม่ได้เสียแล้ว 


เมื่อเข้ามาถึง ผู้คนต่างร้องเพลงกันอย่างมีความสุข ปาร์ตี้ความมัน ครบครัน สำหรับผม ผมได้แต่ทึ่งในโลกดนตรี โลกที่แม้เราจะไม่รู้จักเนื้อหาเพลงนั้น แค่ทวงทำนองของเพลง ก็ทำให้ ผู้คน หลงไปเหมือนโดนสะกด ให้โยกย้ายเต้นตามอย่างมีความสุข 





ก่อนจากลา ผมได้แต่หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนเดินตามรอย ต่อคนที่อยากมาเที่ยวเมืองนี้ไม่มากก็น้อย และได้แต่หวังว่า ถ้าใครมีเรื่องอะไร สงสัย อย่าได้มัวแต่เขินอาย แค่ส่งข้อความมาหาผม ผมพร้อมจะตอบได้ทุกๆคำถาม สุดท้ายก่อนลาจาก ผมได้ แต่ ขอบคุณทุกๆคนที่เป็นแรงใจในการทำรีวิวนี้และรีวิวต่อๆไป ขอบคุณครับ





















Share To:

yhibklong

Post A Comment: