สวัสดีครับเพื่อนๆ รีวิวนี้ อาจจะแปลกตาไปกว่ารีวิวอื่นๆที่ผ่านมาเล็กน้อยนะครับ เพราะรีวิวนี้ ผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวต่างประเทศกันครับ ประเทศที่ผมจะพาไปนั้นก็คือ ประเทศ อินเดียนั้นเอง สำหรับ ประเทศอินเดียนั้น เพื่อนๆบางคนพอได้ยินชื่อ ก็ ไม่ค่อยอยากไปเที่ยวแล้ว เพราะอินเดียขึ้นชื่อเรื่องความสกปรก แต่กลับกัน อินเดียก็มีชื่อเสียงด้านศาสนา และ เรื่องวัฒนธรรมอันเก่าแก่ เช่นกัน 
สำหรับการ เดินทางมาอินเดียคราวนี้ ผมได้การสนับสนุน จากสายการบิน แอร์เอเชียครับ ทำให้เรามีโอกาสมา เมืองเชนไน(บางคนออกเสียงว่าเจนไน) …ขอ เกริ่นนิดๆ หลายๆท่านอาจจะยังไม่รู้จัก เมืองเชนไน ครับ เชนไน ชื่อเดิมว่า มัทราส เป็นเมืองทางใต้ของอินเดียครับ ซึ่งจะอยู่อยู่ในรัฐ ทมิฬนาฑู นั้นเอง





เมืองเชนไน นั้นถือเป็นเมืองใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ 4 ของประเทศอินเดีย มาดูยามเช้าของที่นี่ครับ

เนื่องจาก ผมเดินทางมาวันศุกร์ตอนกลางคืน พอมาถึงก็ นอนพักที่ รร เล็กๆในเมือง หนึ่งคืน เรื่องโรงแรมที่เชนไน ผมขอไม่แนะนำนะครับ เพราะคืนแรก ของผมไม่ประทับใจเลย น้ำก็ไม่ได้อาบ เพราะน้ำในห้องน้ำสกปรกมาก สีเหลืองๆ มีกลิ่นอีกต่างหาก ผักบัวก็ใช้ไม่ได้ มีแต่ที่ฉีดก้นเท่านั้น คืนแรกของเราจึงผ่านไปแบบ แย่ๆ 
ยามเช้าของคนอินเดียในวันเสาร์ ก็จะเห็นได้ว่า ผู้คนออกมาเล่นกีฬา กันเยอะมาก




ที่อินเดีย กีฬา ที่ฮิตๆกัน หนีไม่พ้น กีฬาคริกเกต ถือเป็นกีฬาที่คนเล่นมากที่สุดในประเทศด้วยครับ จากใน วิกิพีเดีย คริกเกต (อังกฤษ: cricket) เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง มีคนเล่นทีมละ 11 คน ทีม ก จัดให้คนหนึ่งเป็นผู้ขว้างลูก เรียกว่า bowler ทำการขว้างลูกไปยังไม้ที่ตั้งไว้บนสนามสามอัน เรียกว่า wickets ซึ่งทีม ข จัดคนมารักษา คนที่รักษา wickets เรียกว่า batsman และไม้ที่ถือตีลูกเรียกว่า bat ถ้าตีถูกลูกก็วิ่งวนไปเพื่อเอาแต้ม เรียกว่า runs จนกว่าพวกของทีม ก ที่อยู่ในสนาม คือ fielders จะนำลูกกลับมาได้ ต้องขอบคุณ เวป วิกิพีเดีย ด้วยครับ







หลังจากเดินเล่น แล้วดูกีฬา คริกเกต แล้ว ก็เห็นว่าข้างๆ มีร้านอาหาร เล็กๆอยู่ ผมเลย ไปขอถ่ายรูป การทำ อาหารของคนที่นี่มาให้ ดูครับ โดยตอนเช้าคนอินเดียจะนิยมกิน แป้ง กับแกง ครับ ในรูป มีชื่อว่า อิดลี (idli) เป็นแป้งสีขาว ถือเป็นอาหารยอดนิยมของ อินเดียใต้เลย ก็ว่าได้ แต่ ก็จะมีแป้งอีกแบบคล้ายโดนัท มีสีน้ำตาล แต่มีรสเค็ม ชื่อ วาดะ (vade) ปกติตามร้านทั่วไป จะมีขายพร้อมกัน








อีกร้านนึง ทำกัน สดๆ เหมือนกัน แต่ร้านนี้คนเยอะมาก เรียกว่าคนต้องรอคิวเลย เท่าที่ถามคนที่มาทานอาหาร เค้าพูดเสียงเดียวกันว่าร้านนี้อร่อยมาก 








หลังจากที่เราเดินเล่นแถวๆที่พักคืนแรกแล้ว ก็ถึงเวลานัดที่เรานัดกับคนขับรถไว้ สถานที่แรกที่เราจะไปกัน คือkapaleeshwar Temple เป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งในเมืองเชนไน








จะเห็นได้ว่าทางเข้า มีการวาดลายไว้ที่พื้น ลายตรงนี้ ที่เค้าวาดกันเรียกว่า รังโกลี ที่อินเดียใต้จะเรียกว่า โกลัม(kolam)วาดขึ้นจากผงแป้ง หรือทรายย้อมสี โดยเฉพาะในเทศกาลดิวาลี รังโกลีมีบทบาทสำคัญซึ่งในทุกๆ วันก็จะต้องมีการล้างทำความสะอาดพื้นลานหน้าบ้านและวาดรังโกลีลวดลายใหม่ในตอนเย็นเสมอ เพื่อต้อนรับการมาเยือนของพระแม่ลักษมี เทวีที่จะนำโชคลาภและความสมบูรณ์มาสู่ครอบครัว จึงไม่แปลก ถ้าเราจะเห็นตามวัดและตามบ้านของทุกๆคน 







ก่อนเข้าไปภายในวัดผม ก็ ถือโอกาสทำบุญไปในตัว ขออุดหนุนพวงดอกไม้ เพื่อเข้าไปไหว้พระ พวงดอกไม้ราคาตกอยู่ 80 รูปี ตกเป็นเงินไทยก็ 40-50บาท ถือว่าไม่แพงเลย เพราะพวงดอกไม้ของเขาใหญ่มาก 



หลังจากที่ผมได้ไปไหว้พระ กับ เดินเล่นชมภายในวัดแล้ว ก็เดินออกมาข้างนอก ก็ได้มาเห็นสิ่งนี้ที่เหมือนกันประเทศไทยนั้นคือ รถตุ๊กๆ ซึ่งของเค้ามีสีเหลืองสดใสมากๆครับ 



มาถึงจุดที่สองครับ เรามาที่โบสถ์ชื่อดัง คือโบสถ์เซนต์โธมัส ที่ว่าสำคัญคือ เป็นโบสถ์ที่ ยอมรับว่าเป็นที่ฝั่งศพของสาวกพระเยซู ซึ่งจะมีแค่ สามที่ในโลกเท่านั้น เนื่องจากวันที่ผมไป ไม่อนุญาติให้ถ่ายภายในได้นะครับ เลยไม่ได้เก็บภาพมาให้ชมกัน




โบสถ์สามแห่งในโลกมีที่ไหนกันบ้าง ก็มี เซนต์เจมส์ที่สเปน โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ที่โรม และก็ที่เชนไน ครับ 











พอถึงเวลากลางวัน ผมได้มาแวะเติมพลังที่ ร้านเคเอฟซี ครับ ถามว่าที่นี่เคเอฟซีเป็นไง บอกได้คำเดียวว่าบ้านเราอร่อยกว่าเยอะครับ 555



หลังจากที่เผมเที่ยวรอบเมืองพอแล้ว ผมก็เดินทางมาเมือง kanchipuram หรือ กัญจีปุรัมนั้นเอง ที่เมืองนี้จะมีของขึ้นชื่อคือผ้าส่าหรี นั้นเอง ผมก็ไม่พลาดที่มาแวะดูการทอผ้า และได้อุดหนุน ผ้าพันคอไปหนึ่งผืน



จากแหล่งทอผ้าเรามาแวะบ้าน ของคนอินเดียสมัยก่อนกันครับ ค่าเข้าคนละ 25รูปี ภายในจะมี การจำลองความเป็นอยู่ของคนอินเดียสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นห้องเด็กอ่อน ห้องครัว ห้องนอน และห้องต่างๆ 


















ภายในรอบๆ บ้านยังมีที่อาบน้ำ ห้องครัว โต๊ะรับแขกให้เรา ได้เห็นว่าคนสมัยก่อนนั้น เค้าใช้ชีวิตกันแบบไหน















จากบ้านเก่าของคนอินเดีย เรานั่งรถมาอีกไม่ไกล มาที่จุดสำคัญ ของเมืองกาญจีปุรัม คือ เทวาลัยไกรลาสนาถ 



ถ้าสังเกตุดีดี เราจะเห็นว่ามีวัวนอน อยู่ หน้าวัด หรือ หน้าพระพุทธรูปเสมอ วัวตัวนี้ เค้ามีความเชื่อว่า ถ้าเราสัมผัสจุดไหน เราจะได้ ข้อดีของตรงที่เราสัมผัสนั้นมา เช่น แตะหัว หมายถึงความฉลาด และที่สำคัญ เราจะเห็นว่า วัวจะนั่งเสมอ เพราะ ถ้าเป็นวัวยืน คนอินเดีย ต้องปั้นสองตัว แยกเพศ แต่ถ้านั่งจะไม่จำเป็นต้องปั้นสองตัว วัวนั่งเราจะไม่เห็นอวัยวะเพศ ครับ








เทวาลัยไกลาสนาถ เป็น เทวาลัยที่เก่าที่สุดในเมือง มีอายุ ราวๆ 1200กว่าปี ก่อสร้างด้วยหินทรายครับ และ ยังคงความสวยงามอยู่ทุกวันนี้


ภายในจะมีการแกะสลักหินไว้อย่างสวยงาม และตามช่องต่างๆยังมีสลักเทพ ต่างๆ ไว้ด้วย แต่รูปสลักส่วนใหญ่ภายในเทวลัยจะเป็นรูปสลักพระศิวะ เป็นส่วนมาก











ถ้าเราอยากได้ข้อมูล เยอะๆ จากคนที่รู้จริงที่นี่มีไกค์รับจ้างนะครับ ตกราคา ที่ 200 รูปี เท่านั้นเอง เราก็จะได้ข้อมูลที่เยอะมากครับ 



ภายในรอบๆ ผมมาเจอรูปที่ลงสีไปแล้วด้วยแม้จะลอกไปแล้ว แต่ก็ทำให้รู้ว่าเมื่อ 1200กว่าปีที่แล้วคงจะมีการลงสีที่สวยงามมากๆ เสียดายที่ภาพเหล่านั้นได้จางหายไปเยอะมาก ถ้าผมหรือใครได้มาเห็นภาพพวกนี้ในสมัยก่อน คงจะสวยมากๆแน่นอน


เพิ่มเติม รูปปั้นที่เห็นชื่อ "วยาล" ซึ่งก็ดูเหมือนรูปสัตว์ประหลาดสมัยทวารวดีที่วงการโบราณคดีและพระเครื่องพระบูชาไทย เรียกกันว่า "พนัสบดี" จะมีมากมาย เป็นสัตว์ในจิตนาการนะครับ 


จากที่เทวาลัยไกลาสนาถ เรามาต่อที่เทวลัย ที่สำคัญอีกที่หนึ่ง ชื่อว่า เทวาลัยเอกัมพเรศวร มีอายุประมาณ 1200กว่าปีแล้วเช่นกัน ที่วัดนี้มีที่สำคัญอีกอย่างนึงคือต้นมะม่วง ที่มีประวัติ เล่าขานกันซึ่งเดียวผมจะมาเล่าอีกทีครับ





ทางเข้าด้าน ระหว่างเลือกดูของฝาก มีพ่อลูกน่ารัก ขอให้เราถ่ายรูปให้ ผมเลยได้ภาพนี้มา







มาดูภายในของเทวลาลัยที่นี่ครับ เราจะเห็นภาพวาดสีสดๆ สวยๆอยู่ตามพื้นนะครับ เป็นภาพเขียนลายสวยมากๆครับ 











ภายในนี้ถ้าเรามองไปรอบๆจะเห็นหินแกะสลักหลายๆจุด และยังมีพราหมณ์ทำหน้าที่ รอบๆอยู่หลายจุด 





ขอต่อเรื่องมะม่วงนะครับ ตามประวัติแล้ว เกิดจากที่นาง ปารวตี นึกสนุกอยากหยอกล้อสามีคือพระศิวะ การหยอกล้อนั้นคือการปิดตา แต่หารู้ไม่ว่าการปิดตานั้นทำให้เกิด ความมืดมนไปทั่ว การกระทำครั้งนี้ ทำให้พระศิวะโมโห เป็นผลให้ พระศิวะ สาปนางปารวตีและไล่ไปอยู่ที่โลกมนุษย์ แต่ด้วยความรัก พระนางปารวตีได้ก่อ ศิวลึงค์ แทนตัวพระศิวะขึ้นมา เพื่อกราบไหว้ บูชา แต่กระนั้น พระศิวะได้ทดสอบและลองใจอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายยอมใจอ่อน กลับมาสมรสกับนางที่ใต้ต้นมะม่วงนี้ และรับพระนางกลับขึ้นสวรรค์ จึงเป็นที่มา ในปัจจุบัน




หลังจากที่เดินออกมาพร้อมความรู้และความศรัทธา ทำให้ผมบอกกับตัวเองไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ผมคงจะขอกลับมาอีก แน่นอน 




เรามาต่อที่ เทวลัย ที่สุดท้าย วรทะราชาเปรุมาล Varadaraja Perumal Temple






เนื่องจากเรามีเวลาไม่มากนัก เพราะต้องกับไปที่โรงแรม เพื่อเตรียมตัวไปรับประทานอาหารเย็นต่อ ผมเลยใช้เวลากับที่นี่ได้ไม่นาน








แม้จะได้เยี่ยมชมที่นี่เป็นเวลาไม่นาน แต่ ก็เรียกได้ว่าคุ้มจริงๆ ได้มาชมพระอาทิตย์ตก ใกล้ๆ เทวลัยซึ่งก็สวยไปอีกแบบ












ตกเย็นหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน ผมก็พาเพื่อนๆ มาชิมอาหาร อินเดียกันครับ อาหารอินเดียที่นี่ส่วนใหญ่มักจะ มีแต่เนื้อไก่ ไม่ก็กุ้งนะครับ เนื้อหมู กับเนื้อวัวแทบไม่เห็น รสชาติก็ออกแนวเครื่องเทศเยอะๆ กลิ่นแรงๆ แต่ก็อร่อยไม่เบานะครับ
















หลังจากที่เราทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ ออกมาเดินย่อยรอบๆโรงแรมกันครับ จะเห็นได้ว่าที่เมืองนี้ แม้จะดึก ก็ยังคึกคักอยู่พอสมควร









ร้านอาหารยามดึก คนเยอะพอสมควรเยอะ และจะเห็นได้ว่าคนอินเดีย นิยมยืนทานมากกว่า หาโต๊ะนั่งนะครับ 





พอเดินมาสักพัก ก็เห็นคนมุงเยอะๆ ผมก็นึกว่าเกิดอะไรขึ้นที่แท้แย่งกันซื้อผลไม้นั้นเอง คนเยอะจริงๆ 








ขากลับผ่าน ร้านเช่าหนังของที่นี่ด้วยครับ เป็นร้านเล็กๆ แต่ก็เป็นร้านแรกที่ผมเห็น ในอินเดียนะครับ









สุดท้ายก่อนจะปิดรีวิวแรก ของผม ผมก็ขอพามาชิม น้ำผลไม้อร่อยๆสดๆ กันเลย น้ำผลไม้ที่นี่ ทั้งหอม หวาน อร่อยมากๆครับ ที่สำคัญไม่แพงเลย แก้วละ 2o บาทเท่านั้นเอง 






ขอบคุณเพื่อนๆที่เข้ามาแวะชมรีวิวนี้กันนะครับ


แวะเข้าไปชมตอนจบกันได้ที่นี่นะครับ แล้วจะหลงรัก อินเดียเลยครับ


Share To:

yhibklong

Post A Comment: